วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การใช้งานอุปกรณ์ Knockdown (Video)

เกือกม้า


เกือกม้า


ตัวหนอนมีปีก

แนะนำ "ตัวหนอน" และ สาธิตการใช้งาน (By Nohn PunaPong)

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

PU Foam

สืบเนื่องมาจากไม่มีความรู้เรื่อง Foam เลย , ได้รับเงื่อนไขให้ผลิตโซฟาที่ใช้ HDF Foam และ ก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร จึงเริ่มหาข้อมูล
สรุปว่าสิ่งที่ต้องการน่าจะหมายถึง High Density (PU-Polyurethane) Foam หรือ ฟองน้ำสังเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสูงๆ

PU Foam คือ อะไร

สาคเคมีชนิดหนึ่งที่มีลักษณะของเนื้อโพลิเมอร์ ความหนาแน่นต่ำ
ผลิตจากโพลิอีเทอร์ (Polyether) และ ไดไอโซไซยาเนต (Di-Isocyanate) โดยมีน้ำและแคตทาลิสต์ (ตัวเร่งปฏิกิริยา) เช่น แอมีน และ ออร์แกโนทิน ทำให้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นและแทรกอยู่ในเนื้อของโพลิเมอร์ระหว่างโพลิเมอไรเซชัน บางครั้งใช้แก๊ส หรือ วัสดุระเหยง่ายชนิดอื่นเป็นโบลว์วิ่งเอเจรต์ (Blowing Agent) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ Flexible Foam และ Rigid Foam 

Flexible P.U. Foam
เป็น PU Foam ชนิดนิ่มที่สามารถคืนตัวได้ คือ สามารถกลับสภาพเดิมได้เมื่อเกิดแรงกดทับหรือกระทำให้ผิดรูปร่าง โดยผลิตจากโพลิออกซิโพรพิลีนไดออล
มีน้ำหนักเบา และ สามารถขึ้นรูปได้ในระหว่างที่โฟมกำลังอยู่ในกระบวนการเซ็ตตัว
หากเซ็ตตัวขึ้นรูปไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้อีก หรือ ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการกระทำต่างๆเช่น การกดทับ บีบ กระแทก ก็จะคืนตัวสู่สภาพเดิม โดยทั่วไปนิยมนำไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เบาะรองนั่ง เก้าอี้นวม ไปจนถึงเบาะรองนอนที่นอน

Rigid Foam
เป็น PU Foam ชนิดแข็ง ซึ่งผลิตได้จากโพลิอีเทอร์ที่ได้จาก ซอร์บิทอล เมทิลกลูโคไซด์ หรือ ซูโครส ทำให้มีดีกรีของการครอสลิงสูง Rigid Foam จึงมีความแข็งแรงมากกว่า Flexible Foam ในแง่ของโครงสร้าง มีความต้านทานต่อแรงกดดันสูง จึงใช้ทำโครงสร้างของส่วนที่ต้องการน้ำหนักเบา เช่น บริเวณลำตัวของเครื่องบิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการนำความร้อนต่ำ จึงนิยมใช้สำหรับการเป็นฉนวนกันความร้อน

เปรียบเทียบโพลียูรีเทนกับวัสดุอื่นๆ เช่น ยาง พลาสติก

-ความแข็ง จะอยู่ในช่วงกว้าง สามารถผลิตได้หลากหลาย โดยจะให้นิ่มเหมือนยางลบหรือให้แข็งเหมือนลูกกอล์ฟก็สามาร
-ความทนต่อแรงขัด จะทนต่อแรงขัดได้ดี เมื่อเทียบกับ ยาง พลาสติก ลดปัญหาการสึกกร่อน
-ความทนต่อแรงดึง จะทนต่อแรงดึงได้ดี จะมีค่าเฉพาะที่ใช้ทดสอบอยู่ 3ลักษณะ คือ Elongation,Tensile Strength,Tear Strength ถ้าค่าผลทดสอบยิ่งสูง จะมีความเหนียวมาก
-ความยืดหยุ่น จะความยืดหยุ่นมากกว่า ยาง พลาสติก
-ความทนต่อการแตกร้าว จะทนต่อการงอซ้ำๆ ได้ดี แต่สำหรับ ยาง พลาสติก จะหักและเปราะง่ายกว่า
-ความร้อนที่รับได้ สามารถทนความร้อนได้สูงและไม่เกิดการรุกไหม้ อุณหภูมิโดยประมาณ 100-120องศา ส่วนใหญ่ใช้ในวงการรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์
-ความทนต่อการแช่น้ำ จะทนต่อจากการแช่น้ำได้ดีกว่า ยางและพลาสติก
-ฉนวน จะมีคุณสมบัติการเป็นฉนวนได้ดีกว่า ยาง พลาสติก ส่วนใหญ่นำไปใช้ในงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์
-ความทนทานต่อสารเคมี จะความทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมีอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ ยาง พลาสติก จะมีความทนทานต่อสารเคมีเฉพาะบางประเภท
-ความทนต่อไฟ จะมีสารพิเศษที่มีคุณสมบัติในการขัดขวางเปลวไฟ ฟองน้ำจึงไม่ลามไฟ
-เชื้อรา แบคทีเรีย จะไม่ใช่วัสดุที่ช่วยในการก่อตัวของเชื้อรา จึงปลอดภัยต่อการทำไปใช้ในครัวเรือน
-เสียงและการสั่งสะเทือน จะสามารถใช้สำหรับกันเสียง และไปใช้ในงานป้องกันการสั่นสะเทือน ได้เป็นอย่างดี

ประวัติความเป็นมาของ PU Foam
โพลียูรีเทน (Polyurethane,PU)
  • จุดกำเนิดเกิดจากนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชือ Otto Bayer ชาวเยอรมันในปี 1937 ค้นพบ Flexible Foam ครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และใช้ในทางการค้าในปี 1954 
  • สามารถสกัด สาร Toluene Di-Isocyanate(TDI) และ Polyester Polyols ที่เป็นสารตั้งต้น เพื่อใช้ทดแทนยางธรรมชาติ การผลิตกระดาษ การผลิตก๊าซมัสตาร์ด ผ้าที่มีความทนทาน เคลือบผิวเครื่องบิน เคลือบโลหะ ไม้ และอิฐ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนและสารเคมี 
  • ในปี 1956  DuPont แนะนำสาร Polyether Polyols ซึ่งถูกกว่า, จัดการได้ง่าย และ ทนต่อน้ำมากกว่า Polyester Poyols
  • โพลียูรีเทนผลิตจากปฏิกิริยาของโพลีออลกับไดไอโซไซยาเนตหรือโพลีเมอริก ไอโซไซยาเนต โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม 
  • โพลียูรีเทนส่วนใหญ่เป็นพลาสติกชนิดเทอร์โมเซ็ต คือ ไม่สามารถหลอมเหลวและขึ้นรูปใหม่ได้ ซึ่งผลิตออกมาหลายรูปแบบได้แก่ เป็นโฟมยืดหยุ่น โฟมแข็ง สารเคลือบป้องกันสารเคมี กาว สารผนึก และอีลาสโตเมอร์


การใช้งาน PU Foam
  • กลุ่มงานเฟอร์นิเจอร์ เช่น ที่นอน เบาะนั่ง หมอน โซฟา
  • กลุ่มลามิเนต (งานวัสดุเคลือบพื้นผิว) เช่น ฟองน้ำเคลือบผ้าใช้ในงานต่างๆ
  • กลุ่มยานยนต์ เช่น เบาะนั่ง ที่บังแดด โครงหลังคา ประตู และ ชิ้นส่วนเล็กภายในรถยนต์
  • กลุ่มอุปโภค เครื่องใช้ต่างๆ เช่น รองเท้า กระเป๋า ฟองน้ำล้างรถ ฟองน้ำล้างจาน ชุดชั้นในสตรี
  • กลุ่มบรรจุภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์กันกระแทก ขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ต่างๆ บรรจุภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เปราะบาง
  • กลุ่มอิเลคโทรนิคส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หูฟัง ตลับหมึก เครื่องซักผ้า ลำโพง
คุณสมบัติที่สำคัญของ PU Foam

  • มีความยืดหยุ่นดี
  • มีน้ำหนักเบา
  • กันฉนวน
  • ดูดซับเสียง
  • ไม่ลามไฟ
  • แข็งแรง ทนทาน
  • รองรับน้ำหนักได้ดี



แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.chiaofuthai.com/
http://www.pufoaminsulation.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

การขัดด้วยกระดาษทราย

การขัดไม้ด้วยกระดาษทรายนั้น อยู่ใน เกือบจะทุกตอนของการทำงานไม้และการทำงานสี ซึ่งหน้าที่หลักๆก็คือ การทำให้พื้นผิวชิ้นงานมันเรียบ ปราศจากเสี้ยนไม้

ลำดับของการขัดไม้

การขัดหยาบ (Leveling) > การขัดเรียบ (Uniforming) > การขัดละเอียด (Polishing)

การขัดหยาบ (Leveling) - เพื่อกำจัดจุดบกพร่องบนพื้นผิว ที่อาจจะเกิดจากเครื่องจักร หรือ เครื่องมือ , ปรับระดับไม้ให้เสมอกัน โดยในขั้นตอนนี้ จะใช้กระดาษทรายที่มีลักษณะหยาบ โดยถ้าร่องรอยบนไม้หยาบมาก ให้ใช้เบอร์ 80 แล้วจึงตาม ด้วยเบอร์ 120 , แต่ถ้ารอยนิดๆหน่อยๆ อาจจะใช้เบอร์ 120 ทีเดียวเลยก็ได้ 

การขัดเรียบ (Uniforming) - เป็นการลดริ้วรอยที่เกิดจากงานขัดหยาบในขั้นตอนแรก สำหรับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก ให้ใช้เบอร์ 180 แล้วค่อยขัดต่อด้วยเบอร์ 240

การขัดละเอียด (Polishing) - เป็นการขัดพื้นผิวให้เรียบ จนมองไม่เห็นรอยกระดาษทรายด้วยตาเปล่า นอกจากนี้อาจจะมีขนหรือเสี้ยนไม้แบบละเอียดที่ขัดไม่ออกจากขั้นตอนที่แล้ว ก็จะถูกขัดออกในขั้นตอนนี้ ให้ใช้เบอร์ 240 หรือ 280

การขัดผิวที่เคลือบสี - ให้ขัดด้วยเบอร์ 320 , 360 หรือ 400 ให้ลูบเบาๆ โดยไม่ต้องออกแรงกด จะช่วยให้เม็ดฝุ่นหรืออะไรก็ตามที่เกาะบนผิวหลุดออก ทำให้เรียบลื่น และ ไม่ทำให้สีถลอก 

จุดสำคัญของการขัด : การขัดให้ขัดตามลำดับ อย่าข้ามเบอร์ เพราะจะยิ่งทำให้เสียเวลา และ เปลืองกระดาษทราย

กระดาษทรายที่กล่าวมาจะเป็นแบบที่มีเบอร์ หลักร้อย ถึง หลักพัน แต่จะมีกระดาษทรายขัดไม้อีกประเภท ที่จะระบุเป็นเลข 0-5 โดยตัวเลขน้อยหมายถึงกระดาษทรายละเอียด ซึ่งก็จะมีวิธีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันโดยต้องเลือกความละเอียด/หยาบ ของกระดาษทรายให้เหมาะกับงาน


สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์

การย้อมผิวเนื้อไม้

การย้อมผิวเนื้อไม้ เป็นการเปลี่ยนสีชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเราให้ตรงกับความต้องการ โดยชิ้นงานที่จะนำมาย้อม ต้องผ่านการขัดด้วยกระดาษเพื่อกำจัดเสี้ยน และให้ชิ้นงานเรียบลื่น เสียก่อน  (อ่านเพิ่ม เทคนิคการขัดชิ้นงานด้วยกระดาษทราย) หลังจากที่ขัดชิ้นงานจนเรียบแล้ว ใช้ผ้าถูดูความมันของไม้ว่ามีเพียงใด

เมื่อเสร็จจากการขัดเรียบร้อยแล้ว เราก็จะย้อมสีไม้ให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ว่าต้องการให้ไม้มีสีอะไร

โดยการย้อมสีอาจจะใช้วิธีการ 3 วิธี ดังนี้
1. การย้อมสีโดยการใช้สีผสมกับแอลกอฮอลล์
2. การย้อมสีโดยการใช้น้ำมันผสม
3. การย้อมสีโดยการใช้น้ำธรรมดาผสม

สีที่จะใช้ย้อมอาจจะแบ่งได้ดังนี้

ก. สีย้อมที่เป็นเกล็ด เป็นสีย้อมผ้าต้องใช้เป็นสีชนิดดีไม่ตกได้โดยง่าย ใช้ผสมกับน้ำร้อนให้ละลาย ใช้ย้อมไม้ให้เป็นสีต่างๆได้ตามความต้องการ
ข. สีฝุ่นชนิดต่างๆ  ใช้ละลายกับน้ำมันแอลกอฮอล์ สามารถย้อมสีไม้ได้ดีกว่าวิธีอื่นมาก ถ้าจะให้มีคุณภาพดีติดไม้ไม่หลุดได้โดยง่าย ใช้ผสมกับชแลค คนให้ละลายและผสมแอลกอฮอล์ให้ใสๆ สามารถย้อมสีไม้ ได้คุณภาพดีมาก

สีที่นิยมย้อมไม้ อาทิ สีโอ๊ค สีประดู่ สีมะเกลือ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการผสมสีฝุ่นชนิดต่างๆเข้าด้วยกัน

การอุดเสี้ยนไม้

ธรรมชาติของไม้ย่อมมีรูเล็กๆ ต่างๆ เกิดขึ้นในเนื้อไม้ทั่วไป ดังนั้นก่อนทำการทาน้ำมันชนิดต่างๆ ควรอุดเสี้ยนไม้ให้หมดเสียก่อน การอุดเสี้ยนไม้เราสามารถทำโดยวิธีง่ายๆ คือ ใช้แป้งหรือดินสอพองผสมกับน้ำ ถ้าจะให้มีคุณภาพดี ควรใช้แป้งเปียกผสมกับน้ำมันสน ถ้าไม่มีน้ำมันสนอาจจะใช้น้ำมันก๊าดก็ได้ การผสมให้เหลวช่วยให้สามารถทาบนเนื้อไม้ได้ง่าย การทาอาจใช้แปรงขนกระต่ายจุ่มหรือจะใช้ผ้าชุบทาก็ได้

วิธีการทาแป้งเพื่ออุดรูบนเนื้อไม้

การทาควรทาในแนวขวางเสี้ยนไม้ โดยกดมือแรงๆให้แป้งอุดเข้าไปในเนื้อไม้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนอุดเสี้ยนทุกครั้ง ควรอุดหัวตะปูให้เรียบร้อยก่อน หรือ ถ้ามีตะปูโผล่ก็ให้ใช้เหล็กส่งตอกลงไปให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นใช้ชแลคผสมกับดินสอพองหมาดๆ โดยเทคนิคคือให้อุดโป๊วบริเวณหัวตะปูให้สูงขึนมาพอสมควร เนื่องจากดินสองพองเวลาแห้งมันจะยุบตัว ถ้ามันยุบเยอะก็จะเสียเวลาต้องมาอุดใหม่
หลังจากอุดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ โดยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ดินสอพองหมาดๆ ใช้ผ้าสะอาดถูที่ไม้แรงๆ เพื่อให้ดินสอพองแทรกเข้าไปในรูไม้จนเต็มแน่น ปล่อยทิ้งไว้จนดินสอพองแข็งตัว จึงทำการขัดเรียบอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะขอบไม้ควรทำการตกแต่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะทาน้ำมันชักเงาและทำการตกแต่งด้วยวิธีต่างๆต่อไป


สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

8 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก - คำพูดปิดกั้นพัฒนาการเด็ก


วัยเด็ก คือ วัยแห่งการเรียนรู้ เด็กๆจะถูกปลูกฝังให้เป็นคนช่างสังเกตุ เรียนรู้ และจดจำรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่นคือคำพูดของผู้ใหญ่ ดังนั้นคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้พูดกับลูกจึงเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะคำหลายๆที่บางครั้งบางคราว อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ ที่อาจจะโกรธ เบื่อ รำคาญ และพูดสิ่งต่างๆเหล่านี้กับลูกโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คำพูดเหล่านี้เองจะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีคำพูดอะไรบ้าง

1.ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

ไม่เฉพาะแต่เด็กเท่านั้น แม้แต่กับผู้ใหญ่เองเมื่อเจอคำๆนี้ก็จะรู้สึกกดดัน เสียหน้า เสียความมั่นใจ และ คำๆนี้มักจะมาพร้อมกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะโกรธลูกอย่างไร ก็ไม่ควรจะพูดคำเหล่านี้ออกมา เพราะเมื่อเด็กรับฟังคำเหล่านี้เข้าไป จะทำให้เด็กเป็นเด็กปิดกั้น ไม่อยากทำอะไร ไม่กล้าแสดงออก ในบางรายที่รู้สึกต่อต้านพ่อแม่ ก็จะไม่ทำอะไรเลย ทางที่ดีควรจะใช้คำพูดในแง่บวก หรือ คำแนะนำให้ทำในสิ่งที่อยากให้ทำดีกว่า หรือคำพูดเพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ลูกดีกว่าครับ

2.หุบปาก - อยู่เงียบ ๆ ไป

พ่อแม่ควรจะนึกว่าเด็กคือวัยที่กำลังหัดพูด ได้ยินอะไรก็มักจะพูดตาม เด็กยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในประโยคหรือข้อความที่ได้ยินมา ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อและแม่ ที่จะต้องช่วยแนะนำให้เด็กพูดในสิ่งที่เหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่ไม่ควรแสดงอาการ "รำคาญ" กับลูกในเวลาที่พวกเขาสงสัยหรือถามพ่อแม่ ถ้าลูกๆถูกสั่งให้เงียบ พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าแสดงออกและเมื่อโตขึ้นไป พวกเด็กๆก็จะไม่ถามในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ และจะมีปัญหาในด้านการเรียนหรือในด้านการสื่อสารกับผู้อื่นในอนาคต
3.ต้องมีความเป็นลูกผู้ชาย

สำหรับผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าคำๆนี้เหมาะสม แต่ลองคิดสิครับ เด็กไม่สามารถตีความว่า "ลูกผู้ชาย" คืออะไร การจะเป็นลูกผู้ชายนี้ต้องทำอย่างไร ทำให้เด็กเกิดความลังเล สับสนในสิ่งที่ทำ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร ดังนั้นถ้าคุณพ่ออยากให้ลูกได้เรียนรู้จักคำว่า ลูกผู้ชาย แล้วหละก็ คงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการเป็นตัวอย่างที่เป็นผู้นำให้แก่ลูกแล้วหละครับ เพื่อให้ลูกเลียนแบบในพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูกผู้ชายอย่างคุณพ่อไงครับ

4.ทำแบบนี้เดี๋ยวไม่รักนะ

คำพูดที่เสียดแทงใจลูกนะครับ อย่าไปคิดเองนะครับว่าลูกจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่รัก คำพูดเหล่านี้จะบั่นทอนความรู้สึก ความผูกพันของลูกกับพ่อแม่ อยากสอนลูกก็สอนครับ อย่าไปสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ รังแต่จะทำลายความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกเสียเปล่าๆครับ

5.ทำไมน่ารำคาญอย่างนี้
คำพูดนี้ก็มักจะมาพร้อมอารมณ์โกรธ การที่ลูกทำสิ่งใดให้พ่อแม่ไม่พอใจ สิ่งที่ควรจะโต้ตอบลูกควรเป็นการสอนในสิ่งที่เขาควรทำและสิ่งที่เขาไม่ควรทำ ไม่ควรใช้คำพูดแง่ลบอย่างคำว่าน่ารำคาญ เพราะคำพูดนี้จะทำให้เด็กเป็นเด็กไม่กล้าแสดงออก และเด็กๆก็จะรู้สึกไม่มั่นใจว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า เด็กควรจะมีความมั่นคงทางจิตใจซึ่งจะได้รับมาจากการสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มิใช่การบั่นทอนจากคำพูดเหล่านี้นะครับ

6.ทำไมไม่ได้เหมือนลูกคนอื่นๆ

ไม่มีประโยชน์ครับที่จะใช้การเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบไม่ว่าจะกับใครมีแต่จะทำให้ลูกเสียความมั่นใจ ขาดความมั่นใจ สำหรับตัวเด็กแล้วความมั่นใจจะค่อนข้างจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ สำหรับผู้ใหญ่ถ้าโดนเปรียบเทียบอาจจะฮึดสู้บ้าง แต่สำหรับเด็กอาจจะยอมแพ้ และกลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นแทนครับก ลูก ลูก ลูก 
7.อย่าทำแบบนี้เดี๋ยวตำรวจจับ

การขู่ด้วยการหลอก เช่น การขู่ด้วยผี การขู่ด้วยตำรวจ การขู่ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการใช้คำพูดเพื่อสื่อออกมาว่า เมื่อทำแบบนี้แล้วจะเกิดผลอะไรตามมาบ้าง ซึ่งในทางเป็นจริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งการขู่เหล่านี้จะสร้างตรรกะที่ทำให้เด็กขาดการเรียนรู้แบบเป็นเหตุเป็นผล และเมื่อโตขึ้นอาจจะกลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะจะเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดไม่ใช่เรื่องจริง

8.ล้อเลียนเรื่องน่าอาย หรือ ปมด้อย

การล้อเลียนเรื่องน่าอับอายหรือปมด้อยของเด็ก จะทำให้เกิดปมฝังในใจของเด็ก บางรายอาจจะจดจำตลอดไปเลยก็มี ซึ่งปมเหล่านี้จะส่งผลที่ไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นถึงพ่อแม่จะรับรู้สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะนำมาล้อเล่นกับลูก


ลูก ลูจะร

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม :

อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการขจัดสนิม
1.) แผ่นใยขัด / สก๊อตไบร์ อันละ 10 บาท
2.) น้ำมันจักร ซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง/โฮมโปร
ขวดจะเล็กๆสีขาว ราคาโดยทั่วไปเริ่มแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้นเอง..ยี่ห้อซิงเกอร์ก็ได้ครับ
3.) ผ้าสะอาดเล็กๆ 1 ผืน

ขั้นตอนในการขจัดสนิม
1.) นำน้ำมันจักรหยดลงบนแผ่นใยขัดประมาณ 3-4 หยด ไม่ต้องชุ่มมากนัก
2.) ขัดลงบนผิวที่เป็นสนิมเหล็ก..ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก..สนิมก็จะค่อยๆหลุดออก...น้ำมันก็จะไปเคลือบบนผิวเหล็กแทนที่..จะทำซ้ำอีกครั้งก็ได้ครับ
3.) เช็ดออกด้วยผ้าแห้ง..แต่ไม่ต้องเช็ดกันจนแห้งเลยนะครับ..ให้มีน้ำมันเคลือบไว้บ้าง...ยกเว้นบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คงต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้ติดเสื้อผ้า

วิธีนี้ใช้สำหรับการขจัดสนิม ที่ไม่ได้เยอะมากจนเกินไปครับ


อีกวิธีนึงคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทาทับสนิมได้เลย

ตัวอย่าง
ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิม อิพ็อกซี่ 1 ส่วน เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุงและงานป้องกันสนิมโครงสร้างเหล็กที่ต้องการความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมทุกประเภท ใช้งานง่าย สะดวก แห้งไว สำหรับเหล็กเก่าสามารถทาทับเหล็กที่ไม่สามารถขจัดสนิม หรือ ลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด
เกรดสี: Ultra Premium

ชนิดของฟิล์มสี: สีเทาด้าน

คุณสมบัติ

  • ทาทับสนิมได้ หรือทาทับผิวเหล็กและโลหะได้ทุกชนิด ในกรณีที่ไม่สามารถขจัดสนิมออกได้หมด พื้นผิวเหล็กเริ่มเป็นสนิม ในขณะที่สีรองพื้นกันสนิมทั่วไปไม่สามารถทำได้
  • แห้งไว ลดระยะเวลาทำงานด้วยคุณสมบัติของสีอิพ็อกซี่โมดิฟายด์จึงทำให้ สีรองพื้นกันสนิม TOA Rust Shield มีความสามารถในการแห้งตัวทาสีทับหน้าได้เพียง 2 ชั่่วโมง แห้งเร็ว กว่าสีรองพื้นกันสนิมทั่วไปถึง 4 เท่า
  • สามารถใช้คู่กับสีทับหน้าได้ทุกประเภท ในขณะที่สีรองพื้นสนิมทั่วไปสามารถใช้คู่กับสีทับหน้าประเภทสีน้ำมันเท่านั้น

การใช้งาน

ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิมโครงสร้างเหล็ก ใช้งานง่ายสะดวก แห้งเร็ว เหมาะสมกับพื้นผิวเหล็ก, อลูมิเนียม และกัลวาไนซ์ และยังสามารถทาทับผิวเหล็กที่ไม่สามารถขจิดสนิม หรือลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุง และงานสำหรับป้องกันสนิมทุกประเภท

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วันขอลูกศาลเจ้าพ่อเสือเสาชิงช้า - วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)

วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)
การขอบุตรนั้น ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมาก ๆ ก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ")

ปฏิทินจีน ปี 2558 ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2558
ปฏิทินจีน ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ปฏิทินจีน ปี 2560 ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560

โดยวันที่เป็นฤกษ์นั้น ทางศาลเจ้าพ่อเสือเปิดให้ไหว้ ตั้งแต่ 06.00-24.00น.
ภาษาจีนจะเรียกกันว่าวัน หงวนเซียวบ้าง จับโหง้วแม้บ้าง (ปฏิทินจีนก็เห็นระบุว่า ไหว้เทศกาลชาวนา, วันจับโหงว)  วันจับโหงแม้นี้ หมายถึง คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้สำเร็จสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการขอลูก ขอพรเรื่องการค้าขาย การเงิน การงาน และสุขภาพ

โดยมีคนสนใจเรื่องการไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทางเพจจึงขอนำคำถามที่มีผู้ถามกันเข้ามาเยอะๆมานำเสนอครับ

ถาม: เตรียมของไหว้ยังไงต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่

ตอบ: ทางศาลเจ้าจะมีธูปเทียน กระดาษไหว้ ชุดปัดตัวปีชง น้ำมันเติมตะเกียงจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ไม่ว่าท่านจะมาหาเอาที่ศาลหรือเตรียมมาจากบ้าน หรือจากที่ไหนได้ทั้งนั้นเลยครับตามสะดวก ในวันดังกล่าวลูกศิษย์ทั้งหลายจะมาเพื่อขอบูชาสิงโตน้ำตาล เจดีย์น้ำตาล สิงโตถั่ว แล้วแต่จะต้องการขอพรเรื่องไหน ก็สามารถบูชาได้จากทางศาลเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสิ่งที่ทางศาลเจ้าไม่มี แล้วถ้าท่านอยากมาไหว้เพิ่ม เช่น หมูสามชั้น ไข่ไก่ และพวงมาลัย สามารถจัดหามากันเอง (ส่วนส้มมงคลนั้น ทางศาลเจ้ามีจำหน่ายด้านใน บริเวณที่ให้เช่าสิงโตน้ำตาลเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะวันไหว้สิงโตสองวันนี้เท่านั้น)

ถาม: สิงโตถั่วกับสิงโตน้ำตาล ต่างกันอย่างไร

ตอบ: อันนี้เป็นข้อมูลความเชื่อหลายอายุคนจากผู้ที่ดูแลศาลเจ้านะครับ อ่านแล้วพิจารณาตามได้ สิงโตถั่วทำมาจากธัญญาพืชซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขา คนจีนเรานั้นทำอะไรแฝงด้วยความหมายเสมอ การไหว้ขอลูก ทางศาลเจ้าจึงแนะนำให้ใช้สิงโตถั่ว ส่วนสิงโตน้ำตาลใช้ขอพรเรื่องการงาน การค้า อำนาจ บารมี และบริวาร (สามารถใช้ขอลูกได้เช่นกัน แต่สิงโตถั่วจะให้ความหมายที่ดีกว่า สามารถเลือกเพศได้ และเห็นผลมากกว่า) ทั้งสิงโตน้ำตาลและสิงโตถั่วเช่าเป็นคู่ครับ ใครจะว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรไม่ทราบ ที่แนะนำไป แนะนำจากความเชื่อของคนในศาลโดยตรง จากที่สังเกตุมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นลูกศิษย์ท่านไหนที่มาขอการค้าเช่าสิงโตถั่วครับ แต่สิงโตน้ำตาลเนี่ยมันมาเหมือนกันครับ แค่ข้อสองข้อนี้ คงพอตัดสินใจกันได้นะครับว่าสะดวกแบบไหน แต่แอดมินเชื่อมากๆว่า ขอเพียงท่านมาด้วยใจศรัทธา มาด้วยสติ เชื่อว่าวันดีๆเช่นนี้ ความพยายามของทุกท่านตัองสำเร็จผล
สิงโตถั่วตัด ขนาดตัวละ 10ชั่ง(หรือ 6 กิโลกรัม) ราคา คู่ละ 2,700 บาท
ภาพประกอบจากร้าน ร้านขนมเปี๊ยะง่วนฮะเซ้ง (facebook)
เจดีย์น้ำตาล

 ถาม: ขอลูกนั้นขอได้วันเดียวหรือไม่

ตอบ: หงวนเซียว หรือ จับโหงวแม้ คือ คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้คนที่ศรัธธาสำเร็จสมหวัง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น จึงขอสรุปว่า วันอื่นๆสามารถมาขอพร ขอลูกได้ครับ แต่วันจับโหงวแม้ เป็นวันที่มีฤกษ์ดีที่สุด และตรงกับความเชื่อตั้งแต่โบราณ ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด และเป็นวันเดียวที่มีการไหว้สิงโตน้ำตาล สิงโตถั่ว และเจดีย์น้ำตาล

ถาม:สิงโตต้องขโมยไหม ส้มขโมย ไหมถึงจะสำเร็จ

ตอบ: ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนสอดคล้องกลมกลืนกันมานาน นั่นคือการขโมยถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการผิดศีลข้อสองไม่แนะนำครับ(ผิดกฏหมายด้วย) ลองคิดกันดูนะครับลูกที่ได้จากการขโมยเนี่ยจะเป็นคนแบบไหน และหากส้มที่ขโมยมาเป็นส้มของคนปีชง คนมีเคราะห์นำมาสะเดาะเคราะห์ ส้มขอพรเรื่องป่วยไข้ ซึ่งคุณไม่ทราบแน่ว่าส้ม หรือสิงโตที่วางอยู่เค้าอธิษฐานไว้อย่างไร ตอนหยิบมันง่ายครับแต่ต้องมานั่งแก้ภายหลังมันไม่ง่ายนะครับ แล้วคำว่าขโมยนี่มันจากไหน มันเป็นคำพูดแก้เคล็ดครับ ความจริงไม่ใช่การขโมยแต่คนไม่รู้ได้ยินมาก็นำมาเล่าต่อ สอนต่อกันไป อันนี้ยกตัวอย่างจากผู้รู้นะครับ

คติความเชื่อ

" ในการ ขอทุน (เงินขวัญถุง) ,การขอลูกโดยจะไป ขอเงินขวัญถุง

(คนรุ่นเก่าใช้คำว่ายืม) หรือไปขอลูกโดยไปบูชา(สมัยก่อนใช้คำว่า"ขโมย"เป็นเคล็ด)


ตัวอย่างข้อความที่ยกมาเห็นได้ว่าคำว่า "ยืม" หรือ " ขโมย" เป็นคำที่เป็นเคล็ดเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงๆ

สิ่งที่ทางแอดมิน และเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าอยากฝากไว้นะครับ: การมาไหว้ขอพรการค้า หน้าที่การงาน หรือการขอลูก นอกจากการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกๆท่านพึงกระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมั่นสร้างบุญกุศลอยู่สม่ำเสมอด้วย อย่างการขอลูกนั้น เด็กที่มาเกิดโดยการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า อย่างตั่วเหล่าเอี้ยกงหรือเทพองค์อื่นๆ ล้วนมาจากที่สูงทั้งสิ้น ถ้าเค้าเห็นว่าพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้าจะลงมาเกิดด้วย ไม่สร้างความดีเลย เอาแต่สร้างกรรมชั่ว เด็กๆเหล่านี้ก็คงจะไม่เลือกที่จะมาเกิดด้วยแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเค้าพบเห็นว่าพ่อแม่สร้างแต่กรรมดี สร้างบุญกุศล ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน เด็กๆเหล่านี้ย่อมอยากลงมาเกิดในครอบครัวนี้แน่นอน

สุดท้ายที่สำคัญนะครับเราไม่ควรขออย่างเดียวเราต้องปฎิบัติเองด้วย เหมือนเช่นคำสอนของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) " บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...
จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า... "
นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

คัดลอกมาจาก facebook page ศาลเจ้าพ่อเสือ มีการแก้ไขคำเล็กน้อย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ภาษีป้าย

ป้ายที่ต้องเสียภาษี ได้แก่
1.  ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฎด้วยวิธีอื่น
2. ไม่เป็นป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย
ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี
1. ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ
2. ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือสิ่งที่ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า
3. ป้ายที่แสดงไว้บริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
4. ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
5. ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน
ทั้งนี้เพื่อหารายได้และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
6. ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ
8. ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
9. ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น
10. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
11. ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
12. ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ
13. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
   ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ
   13.1 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
   13.2 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน
   13.3 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก 13.1 และ 13.2 โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
1. เจ้าของป้าย
แต่ในกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใดเมื่อ เจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ถ้าไม่ อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้ง หรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็น หนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว
2. ผู้ครอบครองป้าย(กรณีไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายได้)
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย
เพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ควรนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบ (ภ.ป.1) เท่าที่จำเป็นได้แก่
1. กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่
   - บัตรประจำตัวประชาชน
   - สำเนาทะเบียนบ้าน
   - ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย ฯลฯ
2. กรณีป้ายรายเก่าที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้วควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อน มาแสดงด้วย
การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี
     การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายจะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี กรณีที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่ จะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายใน 15 วัน แนบแต่วันที่ติดตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่
การคำนวณพื้นที่แยกเป็น
1. ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย
2. ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุด
3. คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร
อัตราค่าภาษีป้าย
ภาษีป้ายประเภทข้อความป้ายที่มีอัตราภาษี
1อักษรไทย3 บาท/500 ตร.ซม.
2อักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือกปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น20 บาท/500 ตร.ซม.
3(ก) ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข) มีอักษรไทย บางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
40 บาท/500 ตร.ซม.

***หมายเหตุ ป้ายตามประเภท 1,2 หรือ 3 เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้าย 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

การไม่ยื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนด
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ยื่นแบบภายในกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของค่าภาษี
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ชำระเงินค่าภาษีภายในกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ของค่าภาษี
การชำระภาษีป้าย
1. เจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
2. ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว
3. การชำระค่าภาษี ชำระทันทีในวันที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน(ภป.3) มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม
บทกำหนดโทษ
ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายและแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานประกอบการต้องต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 -10,000 บาท
การอุทธรณ์การประเมิน
ต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแจ้งประเมิน
การขอคืนเงินภาษีป้าย
ผู้ที่เสียภาษีป้าย โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

การเลือกสินค้าหรือบริการที่จะขาย

การที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ คุณต้องพัฒนาความสามารถที่จะเลือกและเสนอสินค้าหรือบริการที่มันใช่ ต่อลูกค้าของคุณที่อยู่ในตลาดที่คุณกำลังแข่งขันอยู่.  ความสามารถในการเลือกนี้สำคัญกว่าความสามารถอื่นๆ  เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นมันคือตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจเลยทีเดียว
กว่า 80% ของสินค้าและบริการที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยบริโภคเมื่อ 5 ปีก่อน และสิ่งที่จะใช้ในอีก 5 ปีหลังจากนี้ ก็จะแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สินค้าและบริการเป็นร้อยเป็นพันที่มีให้บริโภคในทุกวันนี้ มันไม่มีขีดจำกัดสำหรับคุณที่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดและแข่งขันด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆที่ดีกว่าที่มันเป็นอยู่ และมันก็เป็นอาะไรที่พร้อมจะถูกเสนอจากลูกค้าของคุณเช่นกัน จงจำไว้ว่าทักษะในการเลือกสินค้าและบริการนั้นเองจะเป็นตัวกำหนดถึงความสำเร็จของคุณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำก่อนการตัดสินใจว่าจะขายอะไร ก็คือ การคิด

และยิ่งคุณคิดถึงสินค้าและบริการมากเท่าไรก่อนที่จะนำเข้าสู่ตลาด การตัดสินใจของสิ่งคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แน่นอนว่ามันก็จะเป็นอะไรที่ดีกว่า

แล้วเราจะเริ่มอย่างไรดี? 

เพื่อจะสร้างสินค้าให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความมุ่งมั่นที่จะให้มันประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการอยู่ในใจแล้ว คุณต้องเริ่มต้นวิเคราะห์มันด้วยตัวของคุณเอง
คำถามง่ายๆในการพิจารณาจากตัวของคุณเอง
  • สินค้าแบบไหนที่คุณชอบ ที่คุณสนุกกับมัน ที่คุณบริโภค หรือได้รับประโยชน์จากมัน?
  • คุณชอบในสินค้าหรือบริการที่คุณกำลังวางแผนจะขายหรือไม่ ?
  • คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
  • แล้วคุณจะซื้อมันและก็ใช้มันไหมหละ ?
  • หรือคุณจะซื้อมันให้แม่ของคุณ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ หรือ เพื่อนบ้านคุณไม๊ ?
  • คุณสามารถมองเห็นภาพของตัวเองที่กำลังขายสินค้าหรือบริการนี้ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าไหม ?
  • ตกลงว่านี่คือสินค้าหรือบริการที่คุณปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำมันสู่ตลาดแล้วใช่ไหม?
หลังจากนั้นก็ลองวิเคราะห์สินค้าหรือบริการในมุมมองของลูกค้าดู
  • อะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ ที่มันจำเป็นต่อลูกค้า หรือไม่จำเป็นต่อลูกค้า?
  • แล้วผลิตภัณฑ์นี้มันจะช่วยให้ชีวิตหรืองานของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร ?
  • ลูกค้าแบบไหนที่คุณกำลังจะขายผลิตภัณฑ์ให้ ?
  • คุณแน่ใจหรือไม่ว่าคุณชอบในลักษณะของลูกค้าที่กำลังซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ?
คราวนี้ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจ้างที่ปรึกษาด้านการบริหารเพื่อให้คำแนะนำในการแนะสินค้าหรือบริการใหม่ พวกเขากำลังตัดสิทธิในการไล่ล่าของคุณและถามคุณถึงวัตถุประสงค์จริงๆของคุณ โดยใช้คำถามเหล่านี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 
  • มันมีความต้องการสินค้านี้จริงๆ สำหรับราคาสินค้าที่คุณตั้งไว้ใช่ไหม ?
  • มันมีความต้องการที่มากพอสำหรับให้คุณทำกำไรใช่ไหม ?
  • ถ้าคุณคิดว่าความต้องการมันมีเพียงพอหละก็ คุณก็จะยอมจ่ายเงินจำนวนที่เหมาะสมสำหรับ การทำโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการขายและส่งมอบสินค้าใช่ไหม ?
ขุดให้ลึกลงไปถึงศักยภาพของความสำเร็จของสินค้าหรือบริการของคุณโดยการตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ให้ชัดเจน : 
  • อะไรคือสิ่งที่จะถูกขาย? อธิบายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนในแง่ของลูกค้า 
  • จะขายไปยังใคร? อธิบายถึงลูกค้าในอุดมคติ.
  • จะตั้งราคาสำหรับผลิตภัณฑ์นี้เท่าไหร่เพื่อให้ได้ผลกำไร?
  • ใครจะเป็นคนขายสินค้านี้ ?
  • สินค้านี้จะถูกขายไปอย่างไร? วิธีการขาย หรือ การส่งเสริมการขายแบบไหนที่คุณจะใช้?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะผลิต/สร้างอย่างไร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะได้รับชำระเงินอย่างไร และจากใคร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะถูกส่งมอบให้ลูกค้ายังไง?
  • จะให้บริการหลังการขาย การซ่อมแซม การการันตีสินค้า หรือ การเปลี่ยนสินค้าอย่างไร?
จนถึงตอนนี้ ยังไม่เสร็จทั้งหมด และนี่คือชุดคำถามเพิ่มเติมที่คุณต้องถามก่อนที่คุณจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเสนอสินค้าและบริการ : 
  • มันมีความต้องการสินค้าหรือบริการในตลาดปัจจุบัน จริงๆใช่ไหม?
  • มันเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ของคุณที่มันจะดีกว่าบางอย่างที่มันมีอยู่แล้วในตอนนี้ใช่ไหม?
  • มันมีอะไรเหนือชั้นกว่าคู่แข่งของคุณสัก 3 อย่าง ?
  • สินค้าของคุณราคาถูกกว่า หรือไม่ก็มีคุณภาพมากว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่รึเปล่า?
  • คุณคิดหรือไม่ว่าคุณจะกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายอันดับ 1 ของตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
สำหรับสินค้าหรือบริการที่มันจะประสบความสำเร็จได้ มันจะมีลักษณะประมาณนี้
  1. ต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ใช่ 
  2. ต้องถูกขายในเวลาที่ใช่ 
  3. ต้องส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ใช่ และอยู่ในตลาดที่ใช่ 
  4. ต้องถูกผลิตและขายจากบริษัทและผู้คนที่ใช่
และสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจสุดท้ายนี้ คือ มันคือผลิตภัณฑ์ที่ใช่ สำหรับคุณแล้วใช่ไหม?

และนี่คือสินค้าและบริการที่ใช่ของเรา
โต๊ะโรงอาหาร ,  โต๊ะนักเรียน , ตกแต่งภายใน  

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)



การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) 

เป็นการนำรายการต่างๆ ในงบการเงินมาเทียบอัตราส่วนเพื่อหาความสัมพันธ์ว่า มีความเหมาะสมเพียงใด การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน 4 ประการ
1. การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio)
2. การวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio)
3. การวิเคราะห์ความสามารถ (ประสิทธิภาพ) ในการดำเนินงาน (Efficiency Ratio)
4. การวิเคราะห์โครงสร้างของเงินทุนหรือภาระหนี้สิน (Leverage Ratio or Financial Policy Ratio)

1.การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio) 
1.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) /หนี้สินหมุนเวียน (CL)
วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าค่าที่คำนวณได้สูงเท่าใด แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนที่ประกอบไปด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือมากกว่าหนี้ระยะสั้น ทำให้คล่องตัวในการชำระหนี้ระยะสั้นมีค่อนข้างมาก โดยปกติ อัตราส่วน 2 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
1.2 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid Test Ratio)
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) /หนี้สินหมุนเวียน
หรือ( Quick Ratio = CA - Inventory )/CL
เป็นการวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือ ที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุดออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการได้ โดยปกติอัตราส่วน 1 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว

1.3 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover)
อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover)
A/R Turnover = ขายเชื่อสุทธิ หรือใช้ยอดขายรวม (ครั้ง หรือ รอบ) /ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย
ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย = (ลูกหนี้ต้นงวด + ลูกหนี้ปลายงวด )/ 2
หากค่าที่คำนวณได้ มีค่าสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารลูกหนี้ให้แปลงสภาพเป็นเงินสดได้เร็ว

1.4 ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Average Collection Period)
ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Avg. Collection Period) (วัน) = 365 วัน /อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้
ยิ่งต่ำยิ่งดี
แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการเรียกเก็บหนี้ว่าสั้นหรือยาว เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพของลูกหนี้
ประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้ และนโยบายในการให้สินเชื่อทางธุรกิจ

1.5 อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover)
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) = ต้นทุนสินค้าขาย (COGS) /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Avg. Inventory)
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =( สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด )/ 2
หากค่าคำนวณได้สูง ย่อมแสดงถึงความสามารถในการบริหารการขายสินค้าได้เร็ว

1.6 ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า
ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า(วัน) = 365 (วัน) /อัตราหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover)
ยิ่งขายได้เร็ว (ระยะเวลาสั้น) ยิ่งดี

2.ความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio) 
1.1 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
1.2 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin)
1.3 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
1.4 อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return On Equity or ROE)

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)(%) = ขายสุทธิ - ต้นทุนขาย หรือ SALES - COGS / ขายสุทธิ SALES
= กำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit /ขายสุทธิ SALES
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน(Operating Profit Margin)(%) = กำไรจากการดำเนินงาน(Operating Profit Margin) /ขายสุทธิ (SALES)
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ขายสุทธิ (SALES)
ยิ่งสูงยิ่งดี แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทในการทำกำไร หลังจากหักต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมทั้งภาษีเงินได้หมดแล้ว

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE %) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
ยิ่งสูงยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนในส่วนของเจ้าของ จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาจากการดำเนินการของกิจการนั้นในอัตราส่วนเท่าไร หากมีค่าสูง แสดงถึงประสิทธิภาพในการหากำไรสูงด้วย

Dupont Equation
ROE (%) = NP (or EAT) = (EAT/SALES) (SALES/ASSETS) (ASSETS/EQUITY) /Equity
หรือ ROE (%) =รายได้จากการขาย สินทรัพย์ทั้งหมด= กำไรสุทธิ X รายได้จากการขาย X สินทรัพย์ทั้งหมด / ส่วนของผู้ถือหุ้น
= (ความสามารถในการหากำไร) (การใช้เงินทุน) (ความสามารถในการหาทุน)
หรือ สมการนี้เท่ากับ
ROE (%) = (Net Profit Margin) (Total Asset Turnover) (Financial Leverage)

3. อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency Ratio) 

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม (ROA)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /สินทรัพย์รวม (Total Assets)
ยิ่งสูงยิ่งดี เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการดำเนินงาน ว่าให้ผลตอบแทนจากการดำเนินงานได้มากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูง แสดงถึงการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร (ROFA) = กำไรสุทธิ (Net Profit or NP) /รวมสินทรัพย์ถาวร (Fix Assets)
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover)
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover)(ครั้ง) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset)
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover)
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) (ครั้งหรือเท่า) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์รวม (Total Assets)

จำนวนครั้งสูง ดี เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด (TA) เมื่อเทียบกับยอดขาย (SALES) ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์มากเกินความต้องการ

4. อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน (Leverage Ratio or Financial Ratio) 

เพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของเงินทุนว่ามาจากหนี้สินหรือส่วนของเจ้าของ ว่ามีมากน้อยเพียงใด
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) (เท่า) = หนี้สินรวม (Total Debt) /ส่วนของเจ้าของ (Equity)
ยิ่งต่ำ ยิ่งดี แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในด้านเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการ ถ้าอัตราส่วนสูง
แสดงว่า กิจการมีความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ

ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage) (เท่า) = {กำไรสุทธิ (NP) + ภาษีเงินได้ (Tax) - ดอกเบี้ยจ่าย(Interest)} /ดอกเบี้ยจ่าย (Interest)
เป็นการวัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ผลคำนวณออกมามีค่าสูง แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยสูง

อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) = เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend /share) /กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
แสดงถึงนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธุรกิจ

อัตราส่วนที่กล่าวมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพื่อท่านจะได้พิจารณางบการเงินได้ในระดับหนึ่ง


สัญญาณเตือนภัยจากการวิเคราะห์งบการเงิน
1.ขาดทุนมากๆ และติดต่อกันหลายปี
2.ระยะเวลาการเก็บหนี้นานขึ้น
3.อัตราหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของสูงขึ้นเร็วมาก
4.สินค้าคงคลังสูงมากผิดปกติ
5.ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
6.ยอดขายสูงขึ้น แต่กำไรลดลง
7.หนี้สูญเพิ่มขึ้น
8.รายงานผู้สอบบัญชีผิดปกติ เปลี่ยนผู้สอบบัญชีใหม่
9.ขายสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อสร้างกำไรให้เข้าเป้าในระยะสั้น

Growth Stock

หุ้นที่มีกำไรเติบโต (Growth Stock) นับว่าเป็นหุ้นที่ทำกำไรให้กับนักลงทุนดีที่สุดประเภทนึง เพราะหุ้นกลุ่มนี้นอกจากจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นรวดเร็วแล้ว ตลาดมักจะให้ราคาหุ้นประเภทนี้สูงกว่าตลาดด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าทุก Growth Stock จะดีเหมือนกันทุกบริษัท หลายบริษัทที่ตอนแรกๆอาจจะดูเหมือนเป็น “หุ้นเติบโต” แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลายเป็น “หุ้นติดดิน”

คำถามที่นักลงทุนทุกคนควรจะต้องถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Growth Stock ตัวไหนจะสามารถเติบโต “ได้จริง” อย่างมีคุณภาพ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจถึงประเภทของการเติบโตก่อน ผมขอจับไว้เป็นคู่ๆเพื่อให้เข้าใจง่ายแล้วกันครับ

Volume Growth vs. Price Growth

ในบางธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองราคาของบริษัทต่อลูกค้าสูง (High Negotiating Power) จะสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ทุกปี ตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ การเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของ “ราคา” สามารถทำได้ง่ายกว่าการเติบโตของ “ปริมาณการขาย” มากเพราะแทบจะไม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่การขยายกำลังการผลิตหรือการให้บริการต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในการที่จะต้องหาลูกค้าเพิ่มขึ้นเพื่อมาซื้อสินค้่า


อย่างไรก็ตามการเติบโตจากการขึ้นราคาอาจจะมีข้อจำกัดจากเรื่องการแข่งขัน กฏหมายควบคุมราคา (เช่นในกรณีร้านสะดวกซื้อ) หลายบริษัทจึงใช้วิธีในการปรับ Product Mix เพื่อเพิ่มราคาสินค้าแทน เช่นธุรกิจโรงพยาบาลที่ มีการนำเสนอแผนการรักษาใหม่ๆ หรือเน้นการให้การรักษาในโรคร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ยอดค่าใช้จ่ายต่อคนสูงขึ้น

Industry Growth vs. Market Share Growth

ธุรกิจที่อยู่อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว เช่นธุรกิจที่มี penetration rate ต่ำๆ และมีปัจจัยทางโครงสร้างเอื้อหนุน จะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้ง่ายกว่าธุรกิจที่เติบโตด้วยการแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตช้า เพราะในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว ความจำเป็นในการแข่งขันในด้านราคาจะมีน้อย อีกทั้งต้นทุนในการหาลูกค้ารายใหม่ๆถูกกว่า เพราะไม่ต้องแย่งลูกค้ากัน

ในทางตรงกันข้ามการที่บริษัทผลิตกระเบื้องแห่งหนึ่งมีแผนที่จะเพ่ิมส่วนแบ่งการตลาด 1% ทุกปี (ตลาดกระเบื้องเติบโตในระดับใกล้เคียงกับ GDP ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ) การเติบโตอาจจะทำได้จริงแต่อาจจะไม่ยั่งยืนเนื่องจากคู่แข่งรายอื่นๆก็จะไม่ปล่อยให้บริษัทถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป การแข่งขันจะรุนแรงยิ่งขึ้นถ้าอุตสาหกรรมนั้นๆเติบโตได้ช้า เพราะบริษัทต้องดิ้นรนมากขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มยอดขายให้ทันกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี อาจจะเกิดภาวะที่เรียกว่าสงครามราคา (Price War) ได้ ซึ่งจะมีผลแย่ต่อทุกบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ

One-off vs. Recurring

ธุรกิจที่เติบโตแบบครั้งเดียวจบ หมายถึงธุรกิจที่มีลักษณะการรับงานแบบเป็น Project มีสัญญาที่ระยะเวลาสั้นๆ งานที่ได้รับในปีนี้จะไม่ได้รับการการันตีอีกในปีหน้า (คือรับงานเป็นปีๆไป) มีจำนวนลูกค้าน้อยราย หรือ ปริมาณความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจรับจ้างผลิตต่างๆ ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์ เกษตร รถยนต์ โฆษณา เป็นต้น

สำหรับการเติบโตแบบยั่งยืน คือการเติบโตของกำไรที่ต่อยอดไปเรื่อยๆจากการขยายสาขา ขยายฐานลูกค้าที่มีสัญญาในระยะยาวกับบริษัท เช่นธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค (มีลูกค้าหลายแสนราย จึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า)

Existing vs. New Business

ในปัจจุบันหลายธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ อยู่ใน Sunset Industry หรือธุรกิจที่กำลังตกต่ำ ฉะนั้นหลายบริษัทจึงพยายาม “แตกไลน์ธุรกิจ” ไปยังโอกาสใหม่ๆ ในการคาดการณ์การเติบโตของบริษัท นักลงทุนต้องมองให้ออกว่า แผนการเติบโตของบริษัทมากจากธุรกิจใด หลายครั้งที่ทางผู้บริหารอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวธุรกิจใหม่อย่างเพียงพอ (ไม่ใช่ไม่เก่งแต่อาจจะไม่มีประสบการณ์) ผู้บริหารจึงไม่สามารถคาดการณ์ถึงการแข่งขันที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงถึงอุปสรรคต่างๆในการทำธุรกิจ จึงทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

นอกจากการขยายไปยังธุรกิจใหม่แล้ว การขยายไปยังตลาดใหม่ๆก็นับว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน หลายบริษัทเลือกที่จะขยายกิจการไปต่างประเทศ (โดยไม่ได้มีประสบการณ์ในประเทศนั้นๆมาก่อน) มักจะประสบกับปัญหาต่างๆ เช่น ความล่าช้าของการขอใบอนุญาต/การก่อสร้าง สินค้าไม่ถูกใจลูกค้าในประเทศนั้นๆ ซึ่งมักจะทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และมักจะมีผลขาดทุน

Small vs. Large

Peter Lynch เคยบอกไว้ว่าในระยะยาวแล้วหุ้นขนาดเล็กจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่เนื่องจากสามารถเติบโตได้ในอัตราที่สูงกว่าในระยะยาว เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะหาหุ้นมีอัตราการเติบโตที่สูงอาจจะต้องหาจากบริษัทที่มีขนาดเล็ก (ทั้งในเชิงมูลค่าตลาด ยอดขาย ส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงอัตราในการทำกำไร) ซึ่งจะมีโอกาสในการเติบมากกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า อย่างไรก็ตามธุรกิจขนาดเล็กก็อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าธุรกิจที่ครองความเป็นเจ้าตลาดมาเป็นระยะเวลานาน

Top line vs. Bottom Line

ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่นักลงทุนมักจะมองข้าม เพราะหลายๆครั้งการเติบโตของยอดขายต้องแลกมาด้วยการให้โปรโมชั่นเยอะๆ (ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง) ค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น เงินลงทุนในเครื่องจักรหรือขยายสาขาใหม่ (ที่มาพร้อมค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้น) การที่ยอดขายเติบโตแต่กำไรไม่โตตามอาจจะเป็นเพราะบริษัทอยู่ในอุุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง คู่แข่งรายใหม่อาจจะอยากได้ส่วนแบ่งการตลาดโดยไม่สนใจภาพรวมของอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น บริษัทสื่อสารที่ตัดสินใจลดราคา เพื่อดึงลูกค้าใหม่ๆ ทำให้มีผลต่อการปรับราคาของคู่แข่งรายอื่นๆ

เงินลงทุนก็เป็นประเด็นสำคัญ ฉะนั้นทุกครั้งที่ผู้บริหารเล่าถึงแผนที่จะขยายธุรกิจเราก็ต้องอย่าลืมที่จะถามถึงค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนที่ต้องใช้ด้วย ถ้าเราอยากรู้ว่าเงินลงทุนอันนั้นจะมีผลต่อกำไรในอนาคตอย่างไร ก็ต้องประเมินว่าปรกติแล้วสินทรัพย์นั้นๆตัดค่าเสื่อมกี่ปี (ส่วนใหญ่ผู้บริหารจะตอบถ้าเราถาม) เราก็พอจะรู้คร่าวๆว่ากำไรที่ได้มาเพิ่มจะคุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีหรือเปล่า

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…

การเติบโตของบริษัทล้วนแต่เป็นการ “คาดการณ์อนาคต” ซึ่งจะแม่นยำหรือไม่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้บริหารที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง สามารถ “ทำ” ได้เท่ากับที่ “พูด” ซึ่งการที่จะดูให้ได้อย่างนั้นเราต้องมองย้อนไปในอดีต ตัวอย่างเช่นบริษัทผลิตอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่เคยบอกไว้ว่าจะมียอดขายหลายพันล้านเหรียญ ภายในปีนั้นปีนี้ แล้วทำได้ตรงตามที่สัญญาไว้ตลอด เรียกได้ว่าพูดคำไหนคำนั้น


credit : http://www.thaivi.org/หุ้น-เติบโต-หรือ-ติดด/

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

จัดกระบวนทัพ ปรับกระบวนท่า เพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กร ตอนที่ 1

สำหรับในยุคปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ บริษัทและองค์กรทั้งหลายต่างปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ปริมาณลูกค้าดูจะน้อยลง ส่วนบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่เหมือนๆกันดูจะเพิ่มขึ้น

องค์กรใดสามารถ ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้มีประสิทธิภาพได้มากกว่า ก็ช่วยให้องค์กรนั้นได้เปรียบในด้านการแข่งขันเชิงธุรกิจที่มากกว่าไปด้วย

โดยการจัดทัพ ปรับกระบวนท่าของเรา ขอกระจายออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ

1. มุมมองของการออกแบบกระบวนการ (Process Design Perspective)

่ก่อนทำการออกแบบนั้น เราต้องหันมาพิจารณาสิ่งที่เรามีซะก่อน แบบที่ในซุนวูได้กล่าวเอาไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"  ดังนั้นก่อนจะเราควรที่จะรู้จักตนให้ดีเสียก่อนว่า องค์กรเรามีอะไร ที่จะไปแข่งกับคนอื่นบ้าง โดยกูรูต่างๆ เขาสร้างเครื่องมือมาให้เรานำมาใช้วิเคราะห์ตัวตนของเรา อาทิ

  • 5W1H : เครื่องมือตัวนี้ใช้วิเคราะห์ปัญหา ดังนั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์องค์กรของเราเอง ว่า ตอนนี้ เราทำอะไร - มีอะไร (what) อยู่ที่ไหน-ตลาด-แหล่งวัตถุดิบ (where) ขาย-ซื้อ-credit เมื่อไหร่ (when)  ใครคือลูกค้าเรา (who) เราทำมันอย่างไร (how) เมื่อท่านเข้าใจตัวเองแล้วก็สามารถ ออกแบบเพื่อจะปรับตัวเองให้เหมาะสม สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • SWOT : เพื่อหาจุดอ่อน-จุดแข็ง ของตัวเอง หากตัวเองไม่มีจุดแข็ง อาจจะถอยออก หรือหากมองเห็นโอกาส (Opportunity)  ก็เร่งหาจุดแข็งมาเสริม แต่ถ้ามีแต่จุดอ่อนและภัยคุกคาม (Threat)  ก็ถอยออกได้เลยครับ เดินไปต่อก็เสียกับเสีย

จากนั้นก็ลองมาสร้าง แผนภาพความสัมพันธ์ของกระบวนการภายในองค์กร เพื่อจัดทำข้อกำหนดของกระบวนการให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจในหน้าที่และรายละเอียดของงาน ให้กับพนักงานทุกคน ทุกระดับชั้น เพื่อให้งานแต่ละส่วนดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ได้ตั้งไว้ และต้องนำข้อกำหนดต่างๆที่ระบุไว้ของแต่ละกระบวนการ มาสร้างเป็นตัวชี้วัด (KPI) ในการทำงานด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะถูกใช้เป็นกรอบเพื่อออกแบบในรายละเอียดของกระบวนการได้อีกด้วย

หลังจากออกแบบกระบวนการ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้แล้ว ก็นำขั้นตอนต่างๆเหล่านั้น มาดูว่าส่วนไหนควรจะต้องใช้แบบฟอร์ม หรือเอกสารอย่างไร , กำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในกระบวนการเหล่านั้น , จัดตั้งผู้รับผิดชอบให้กับงาน , กำหนดวิธีควบคุมให้งานเป็นไปตามกำหนด , สร้างรูปแบบ วิธีที่จะใช้ในการตรวจสอบทั้งในแง่ของกระบวนการ และ ผลลัพท์ที่ได้จากกระบวนการ จากนั้นนำมาทดลองปฎิบัติและตรวจสอบ แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

หลังจากกระบวนการต่างๆที่ได้ค่อนข้างจะเสถียรคือไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ่อยๆแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องทำตามมาก็คือการจัดทำเป็นเอกสารมาตรฐานของการทำงาน  เพื่อบันทึกช่วยในการบริหารและใช้อ้างอิงสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ต่อไป

อ่านต่อตอนที่ 2

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

หลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ตกงาน/ว่างงานของ สพภ. และ ศพจ.

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน ว่างงาน และบัณฑิตจบใหม่ ให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ ได้โดยเป็นการเพิ่มรายได้ และเป็นอีกอาชีพหนึ่งในการประกอบอาชีพ ซึ่งการฝึกอบรมอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ที่เข้ามาขอฝึกไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดยมีกลุ่มอาชีพที่เปิดให้บริการเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานและเพิ่มอาชีพ อันได้แก่
หลักสูตรของ

1. ช่างก่อสร้างประกอบด้วย
 - ช่างไม้ก่อสร้าง ช่างไม้เครื่องเรือน
 - ช่างก่ออิฐ ช่างฉาบปูน ช่างปูกระเบื้อง
 - ช่างสีอาคาร ช่างสีเครื่องเรือน
 - ช่างท่อและสุขภัณฑ์ ช่างท่อประปา
 - ช่างประกอบโครงอะลูมิเนียม

2. ช่างเขียนแบบ ประกอบด้วย
 - ช่างเขียนแบบสถาปัตยกรรม
 - ช่างควบคุมงานก่อสร้าง
 - ช่างเขียนแบบพิมพ์โฆษณา
 - ช่างเขียนแบบเครื่องกล

3. ช่างกลโรงงาน ประกอบด้วย
 - ช่างกลึงโลหะ
 - ช่างปรับประกอบเครื่องกล ช่างเครื่องมือกล
 - ช่างแม่พิมพ์พลาสติก และช่างแม่พิมพ์ตัดโลหะ
 - การใช้โปรแกรม AutoCAD 2, 3 มิติ

4. ช่างเชื่อม ประกอบด้วย
 - ช่างเชื่อมไฟฟ้า
 - ช่างเชื่อมก๊าซ
 - ช่างผลิตภัณฑ์โลหะแผ่น
 - ช่างเชื่อม TIG, MIG/MAC ช่างประกอบท่อ

 5. กลุ่มช่างยนต์ ประกอบด้วย
 - เทคนิคการติดตั้งก๊าซ LPG
 - การซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์
 - การซ่อมเครื่องยนต์เบนซินระบบหัวฉีด
 - การใช้และบำรุงรักษารถยนต์ใช้ก๊าซ NGV
 - ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์
 - ช่างซ่อมเครื่องยนต์เล็ก

 6. ช่างไฟฟ้า ประกอบด้วย
 - ช่างเดินสายไฟในอาคาร
 - ช่างเดินสายไฟฟ้าอุตสาหกรรม
 - ช่างซ่อมอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
 - ช่างซ่อมตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ

 7. ช่างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย
 - ช่างซ่อมวิทยุ ช่างซ่อมโทรทัศน์
 - ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมเครื่องรับโทรทัศน์
 - ช่างเดินสายโทรทัศน์ตอนนอก
 - พนักงานบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ และเทคนิคการซ่อมโทรทัศน์เคลื่อนที่

 8. ช่างอุตสาหกรรมศิลป์ ประกอบด้วย
 - ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม
 - ช่างเครื่องประดับ
 - ช่างครุภัณฑ์
 - การออกแบบ และตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี

 9. ช่างธุรกิจและบริการ ประกอบด้วย
 - พนักงานฝ่ายแม่บ้านของโรงแรม พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม
 - แม่บ้านทันสมัย การประกอบอาหารไทย อาหารนานาชาติ
 - ช่างแต่งผมสุภาพบุรุษ-สตรี ผู้ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ
 - พนักงานนวดสปาไทย นวดแผนไทย
 - พนักงานคาร์แคร์

ติดต่อ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค (สพภ.)  ได้ตามสาขาดังนี้

 1. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 1 จังหวัดสมุทรปราการ 1039 ม.15 ต.บางเสาธง กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 10452 โทร. 0-2315-3780-806 แฟกซ์ 0-2315-3800

 2. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 2 จังหวัดสุพรรณบุรี 13/1 บ้านหนองตาบกาบ ม.4 ต.ไฝ่ขวาง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72000 โทร. 0-3541-2394-6 ต่อ 105 แฟกซ์ 0-3541-2400

 3. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 3 จังหวัดชลบุรี 145 ม.1 ถ.สุขุมวิท ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี 2000 โทร. 0-3827-6827, 0-3827-6445-6, 0-3827-6825 แฟกซ์ 0-3827-6445

 4. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 4 จังหวัดราชบุรี 113 ม.10 ถ.เขาวัง-บ้านน้ำพุ ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี 7000 โทร. 0-3233-7607-9, 0-3232-8557-60 แฟกซ์ 0-3223-7612 ต่อ 301, 0-3233-7607

 5. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 5 จังหวัดนครราชสีมา กม.205 ถ.มิตรภาพ ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30140 โทร. 0-4441-2646-7 แฟกซ์ 0-4441-2032

 6. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 6 จังหวัดขอนแก่น 151 ม.21 ถ.มะลิวัลย์ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น 4000 โทร. 0-4323-7960-1, 0-4323-7959, 0-4323-7802 แฟกซ์ 0-4323-7808

 7. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 7 จังหวัดอุบลราชธานี 300 ม.11 ถ.คลังอาวุธ ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร. 0-4531-9550, 0-4531-9593 แฟกซ์ 0-4531-9555, 0-4531-9557

 8. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 8 จังหวัดนครสวรรค์ 159 ม.1 ถ.เอเชีย ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 6000 โทร. 0-5625-5026 ต่อ 110 แฟกซ์ 0-5625-5330, 0-5625-5069

 9. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 9 จังหวัดพิษณุโลก 99 ม.6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก 65150 โทร. 0-5529-9270-6 แฟกซ์ 0-5529-9227-8

 10. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 10 จังหวัดลำปาง 88 ถ.ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง 52100 โทร. 0-5435-6681-2 ต่อ 101, 200 แฟกซ์ 0-5435-6680

 11. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 433 ม.5 กม.20 ถ.สุราษฎร์-นาสาร ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84100 โทร. 0-7721-1503, 0-7721-1506 แฟกซ์ 0-7721-1504

 12. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 12 จังหวัดสงขลา 167 ม.4 ถ.สงขลา-นาทวี ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา 90000 โทร. 0-7433-6050, 0-7433-6048, 0-7433-7042 แฟกซ์ 0-7433-6048-9, 0-7433-7042

ติดต่อ  ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.) ทั่วประเทศ ได้ที่นี่ 

 1. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน กรุงเทพมหานคร อาคารสิรินทรฤาชัย วัดธาตุทอง ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทร. 0-2391-1007 แฟกซ์ 0-2390-2212

 2. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดกระบี่ 245 ม.7 ถ.ท่าเรือ ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ 81000 โทร. 0-7561-1625-6, 0-7562-3782-3 แฟกซ์ 0-7561-1626

 3. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดกาญจนบุรี 99/9 ม.7 ต.หนองลาน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี 71130 โทร. 0-3453-1045 แฟกซ์ 0-3453-1045

 4. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดกาฬสินธุ์ 99 ถ.ขอนแก่น-ยางตลาด ต.ยางตลาด อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ 46120 โทร. 0-4389-1491 ต่อ 103 แฟกซ์ 0-4389-1492

 5. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดกำแพงเพชร 279 ถ.พรานกระต่าย-กำแพงเพชร ม.7 ต.ศรีโยธิน อ.เมือง จ.กำแพงเพชร 62000 โทร. 0-5571-0212, 0-5571-0071 แฟกซ์ 0-5571-0072, 0-5571-0051

 6. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดจันทบุรี 49 ม.3 ถ.สุขุมวิท (สายเดิม) ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี 22110 โทร. 0-3936-8266-8 แฟกซ์ 0-3936-8264

 7. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดฉะเชิงเทรา 59 ม.4 ถ.บางคล้า-แปลงยาว ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา 24190 โทร. 0-3885-1220-3 แฟกซ์ 0-3885-1220

 8. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดชัยนาท 447 ม.4 ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท 17000 โทร. 0-5641-4810, 0-5641-4801-7 แฟกซ์ 0-5641-4809

 9. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดชัยภูมิ ถ.ชัยภูมิ-บ้านตาดโตนด ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ 36000 โทร. 0-4481-6023-4, 0-4482-2049 แฟกซ์ 0-4482-2070

 10. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดชุมพร 219 ม.10 ถ.ชุมพร-ปากน้ำ ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร 86120 โทร. 0-7755-3009 ต่อ 101 แฟกซ์ 0-7755-3008

 11. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเชียงราย 418 ม.6 ถ.ฝั่งหมิ่น-หนองบัวแดง ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย 57100 โทร. 0-5360-0315-17 ต่อ 103 แฟกซ์ 0-5360-0314

 12. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเชียงใหม่ 335 ถ.เชียงใหม่-ฝาง บ้านศาล ม.3 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180 โทร. 0-5329-8240-1, 0-5329-8237 แฟกซ์ 0-5329-8243

 13. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดตรัง 252/6 ถ.ท่ากลาง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง 92000 โทร. 0- 7521-6112-5 แฟกซ์ 0-7521-6115

 14. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดตราด 174 ม.3 ต.นนทรี อ.บ่อไร่ จ.ตราด 23140 โทร. 0-3952 1961-3 ต่อ 0,106 แฟกซ์ 0-3952-2042 ต่อ 107

 15. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดตาก 5 ม.9 ต.น้ำรึม อ.เมือง จ.ตาก 63000 โทร. 0-5551- 5248, 0-5551-5249 แฟกซ์ 0-5551-5248

 16. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนครนายก 248 ม.4 ต.ปากพลี อ.ปากพลี จ.นครนายก 26130 โทร. 0-3739-8460-2 แฟกซ์ 0-3739-8460

 17. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนครปฐม 135 ม.5 บ้านป่าแก ต.ลำเหย อ.ดอนตูม จ.นครปฐม 73150 โทร. 0-3420-4701-2 แฟกซ์ 0-3420-4699

 18. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนครพนม 19/4 ซ.สามัคคีสุขสันต์ ถ.นครพนม-ท่าอุเทน ต.ในเมือง จ.นครพนม 48000 โทร. 0-4251-1814, 0-4251-2841 แฟกซ์ 0-4251-1824

 19. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนครศรีธรรมราช 79 ม.1 ถ.นครศรี-ปากพนัง ต.บางจาก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 80330 โทร. 0-7539-9297, 0-7539-9301 แฟกซ์ 0-7539-9297

 20. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนนทบุรี 62/4 ม.2 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140 โทร. 0-2592-4045-9 แฟกซ์ 0-2592-4045

 21. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนราธิวาส บริเวณศูนย์ราชการแปลงที่ 2 บ้านปลักปลา ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส 96000 โทร. 0-7353-2128-31 แฟกซ์ 0-7354-2066

 22. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดน่าน กิโลเมตรที่ 5-6 ถ.สายน่าน-ทุ่งช้าง ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน 55000 โทร. 0-5477-4862-4, 0-5477-4861 แฟกซ์ 0-5477-4860

 23. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดบุรีรัมย์ ถ.บุรีรัมย์-ห้วยราช บ้านโคกเขาน้อย ม.4 ต.ห้วยราช อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โทร. 0-4461-4937 แฟกซ์ 0-4465-8162

 24. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดปทุมธานี 2/89 ม.2 ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110 โทร. 0- 2577-5867-9 ต่อ 102 แฟกซ์ 0-2577-5871

 25. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ม.3 ถ.คั่นกระได-ชายทะเล ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000 โทร. 0-3260-3197-201 ต่อ 101, 102 แฟกซ์ 0-3260-3201

 26. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดปราจีนบุรี 455 ม.6 รพช.บ้านสระดู่ ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 25110 โทร. 0-3720-5800 แฟกซ์ 0-3720-5799

 27. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดปัตตานี 197 ถ.โรงเหล้าสาย ช.ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทร. 0-7334-8548, 0-7334-8458 แฟกซ์ 0-7334-8126

 28. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 59/2 ม.4 ต.บางระกำ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา 13000 โทร. 0-3536-0631-5 ต่อ 124, 0 แฟกซ์ 0-3536-0631-5 ต่อ 104,105

 29. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพังงา 168 ม.6 ต.ทับปูด อ.ทับปูด จ.พังงา 82180 โทร. 0-7659-9331-2, 0-7659-9335 แฟกซ์ 0-7659-9334

 30. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพัทลุง 255 ม.9 ต.โตนดด้วน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 93100 โทร. 0- 7468-2163-6 แฟกซ์ 0-7468-2164

 31. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพิจิตร 33 ม.2 ต.โรงช้าง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร. 0-5665 -5253-6 แฟกซ์ 0-5665-5256

 32. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเพชรบุรี 58 ม.2 ถ.เพชรเกษม ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120 โทร. 0-3247-0391-3, 0-3247-0306 ต่อ 22 แฟกซ์ 0-3247-0391-2 ต่อ 12

 33. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเพชรบูรณ์ 237 ม.5 ถ.สระบุรี-หล่มสัก ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67000 โทร. 0-5674-1323-30 แฟกซ์ 0-5674-1323

 34. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดแพร่ 165 ม.3 บ้านร่องกาศ ต.ร่องอากาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ 54130 โทร. 0-5454-3360-4 ต่อ 0, 120, 122 แฟกซ์ 0-5641-1323

 35. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพะเยา 493 บ้านใหม่ ม.6 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา 56000 โทร. 0-5446-6003, 0-5446-6004 แฟกซ์ 0-5446-6005

 36. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพะยา 139 ม.4 ถ.เทพกระษัตรี ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83110 โทร. 0-7627-3470-4 ต่อ 103,101 แฟกซ์ 0-7627-3473 ต่อ 102

 37. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดมหาสารคาม อาคารศูนย์ราชการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ถ.สารคาม-บรมือ ต.แก่งเสิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม 44000 โทร. 0-4377-7269, 0-4377-7270 แฟกซ์ 0-4377-7272

 38. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดมุกดาหาร 326 ม.2 บ้านสามขา ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร 49000 โทร. 0-4269-9270-72 แฟกซ์ 0-4269-9274

 39. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 69 ม.4 บ้านแม่สะกิ้ด ถ.แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 โทร. 0-5368-6051-2 ต่อ 103, 0-5368-6050 แฟกซ์ 0-5368-6053

 40. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดยะลา ถ.ยะลา-รามัน ม.5 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา 95140 โทร. 0-7322-9046 แฟกซ์ 0-7322-9042

 41. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดยโสธร 234 ม.1 บ้านกว้าง ต.เขื่องคำ อ.เมือง จ.ยโสธร 35000 โทร. 0-4571-4058-9 แฟกซ์ 0-4571-4060-1

 42. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดระนอง 400/12-14 ม.1 ถ.เพชรเกษม ต.บางบอน อ.เมือง จ.ระนอง 85000 (สำนักงานเช่า) โทร. 0-7782-4651-3 แฟกซ์ 0-7782-4653

 43. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดระยอง 22 ถ.ไอ-1 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ข้างสถานีไฟฟ้าย่อยมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง 21150 โทร. 0-3868-3198, 0-3868-3951 ต่อ 0,121,124 แฟกซ์ 0-3868-3199, 0-3868-3951-3

 44. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดร้อยเอ็ด 224 บ้านหนองยูง ม.7 ต.หนองแวง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 โทร. 0-4352-5008 ต่อ 100-2 แฟกซ์ 0-4352-5008

45. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดลพบุรี 150 ม.3 ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000 โทร. 0-3642- 6947 แฟกซ์ 0-3642-4945

46. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดลำพูน 129 ม.10 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน 51000 โทร. 0- 5353-7697, 0-5353-7700 ต่อ 101-103 แฟกซ์ 0-5353-7696

47. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเลย 323 บ้านเพีย ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย 42000 โทร. 0-4281 2930 ต่อ 101, 102 แฟกซ์ 0-4281-2850

48. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดศรีสะเกษ 320 ม.9 ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 โทร. 0- 4561-5864-6 ต่อ 102, 101, 0-4561-1130 แฟกซ์ 0-4561-5866 ต่อ 107

49. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสกลนคร 8 ม.14 บ้านหนองแฝกพัฒนา ถ.นาคำ-นาเวง ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร 47000 โทร. 0-4274-7252-3 ต่อ 11, 12, 0-4274-7302, 0-4274 -7198 แฟกซ์ 0-4274-7252

50. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสตูล 258 ม.2 ถ.คลองขุด-นาแค ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 91000 โทร. 0-7473-0717 แฟกซ์ 0-7472-3763

51. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร 59/4 ม.1 บ้านพันธุวงษ์ ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000 โทร. 0-3448-0139 ต่อ 17, 19 แฟกซ์ 0-3448-0139 ต่อ 42

52. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสมุทรสงคราม 190 ถ.เอกชัย ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 75000 โทร. 0-3471-6119 แฟกซ์ 0-3471-1284

53. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสระบุรี 111 ม.1 ต.บ้านโปร่ง อ.หนองโดน จ.สระบุรี 18190 โทร. 0-3622-3347, 0-3623-6294, 0-3623-6293 แฟกซ์ 0-3622-3347, 0-3623-6294

54. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสระแก้ว 230 ม.11 ถ.วันา-แซร์ออ ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว 27160 โทร. 0-3726-1627-29 แฟกซ์ 0-3726-1628

55. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสิงห์บุรี ม.3 ถ.สายเอเซีย ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี 16000 โทร. 0-3652-4206-8 แฟกซ์ 0-3652-4208

56. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสุโขทัย 69 ม.5 บ้านสามเรือน ถ.สรีสำโรง-ศรีนคร ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย 64120 โทร. 0-5568-2586-7, 0-5568-2567 แฟกซ์ 0-5568-2567

57. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสุรินทร์ 421 ม.1 ถ.โชคชัย-เดชอุดม ต.บ้านชบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ 32150 โทร. 0-4457-1552, 0-4457-1550 แฟกซ์ 0-4457-1551

58. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดหนองคาย 355 ม.14 ถ.หนองสองห้อง-ท่าบ่อ บ้านหนองสองห้อง ต.ค่ายบกหวาน อ.เมือง จ.หนองคาย 43100 โทร. 0-4249-5077-79 ต่อ 102,104 โทร. 0-4249-5078

59. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดหนองบัวลำภู 97 ม.7 บ้านโคกน้ำเกลี้ยง ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองบังลำภู 39000 โทร. 0-4231-2869-71 ต่อ 11,12 แฟกซ์ 0-4231-2868

60. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดอ่างทอง 59 ม.4 ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง 14140 โทร. 0 -3561-2455, 0-3563-9089 ต่อ 101 แฟกซ์ 0-3561-5907

61. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดอุดรธานี 578 ม.4 ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000 โทร. 0- 4234-1629 แฟกซ์ 0-4234-1630 ต่อ 106

62. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดอุตรดิตถ์ 201 ม.9 ถ.พิษณุโลก-เด่นชัย ต.น้ำริด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000 โทร. 0-5541-6315, 0-5541-6211 แฟกซ์ 0-5541-6315

63. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดอุทัยธานี ม.2 ต.หนองไผ่แบน อ.เมือง จ.อุทัยธานี 61000 โทร. 0- 5651-4365-9 แฟกซ์ 0-5651-4368

64. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดอำนาจเจริญ 130 ม.3 ต.ไก่คำ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 37000 โทร. 0-4545-2441 แฟกซ์ 0-4545-2442

65. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนานาชาติเชียงแสน 222 ม.2 บ้านเวียงเหนือ ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57100 โทร. 0-5377-7471-2 แฟกซ์ 0-5377-7472

66. ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดนานาชาติสงขลา 167 ม.4 ถ.สงขลา-นาทวี ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา 9000 โทร. 0-7433-6052 ต่อ 131, 113 แฟกซ์ 0-7433-6048-9

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

ปัจจัย 9 เพื่อการติดอันดับใน Search Engine (Top 9 Positive Factors)

1. การสร้าง Inbound Link

ในการจะสร้างคะแนนของหน้าเพจ (Google Page Rank) การที่มี link เข้ามาสู่หน้าเพจนั้นๆจำนวนมากๆ (Backlink) รวมไปถึงการทำ Link ภายในตัวเว็บไซต์เองก็มีส่วนช่วยให้ได้รับคะแนนในการจัดอันดับสูงขึ้น

โดยเฉพาะการสร้าง Link ภายในเว็บไซต์เองก็ควรจะใช้ url แบบเต็ม ดังตัวอย่าง

<a href="http://www.tangyongfurniture.com">Home</a>

ดีกว่าที่จะใช้ Link แบบละ domain ไป

<a href="index.php">home</a>

เนื่องจาก bot กูเกิ้ลก็จะไม่นับคะแนนให้ในกรณีที่ 2 นี้


2. การสร้าง Inbound Link และ ลด Outbound Link

การที่มีลิ้งค์เข้ามาที่หน้าเพจตัวเอง เรียกลิ้งค์ประเภทนี้ว่า Inbound ส่วนลิ้งค์ที่ออกไปยังโดเมนของเว็บอื่นเรียกว่า Outbound Link 
ถ้าหากเว็บไซต์เรามี Inbound Link สูง แต่ Outbound Link สูง  กูเกิ้ลบอทจะมองเราว่า เราคือทางผ่าน ไม่ใช่เว็บไซต์ที่จะมีข้อมูลที่คนค้นหาต้องการจริงๆ

วิธีที่จะทำ Link Outbound โดยไม่ให้ google bot เข้าใจว่าเราเป็นทางผ่านคือการใช้ Attribute : Nofollow บริเวณที่ทำลิ้งค์ เพื่อแจ้งบอทว่าไม่ต้องติดตามไปยังหน้าเพจเหล่านั้น

3. การใส่ Keyword ใน Title Tag

การใส่ keyword ใน ส่วน HTML Header ยังคงมีความสำคัญต่อการทำ SEO อย่างมาก ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ในยุคแรกๆ ตราบจนถึงปัจจุบัน

4. อายุของโดเมน

เนื่องจากโดเมนของเว็บไซต์ใดๆก็ตามที่อยู่มานาน โดยไม่มีการเปลี่ยนเจ้าของโดเมน นั่นหมายถึงการสร้างความน่าเชื่อถือต่อกูเกิ้ล (ไม่แน่ใจว่าให้คะแนนมากแค่ไหน แต่เอาเป็นว่ามันมีผลหละ)

5. ความถูกต้องของการสร้างลิ้งค์

สำหรับเว็บไซต์ที่มี Internal Link เยอะๆ การชี้ลิ้งค์ไปยังหน้าเพจใดก็ตาม ควรจะชี้ไปยังจุดที่มีข้อมูลที่เหมาะสมกับคำค้นนั้นจริงๆ คิดง่ายๆว่า ถ้าเราทำตัวเป็นกูเกิ้ล เราก็อยากให้ผู้ใช้งาน Search Engine เข้าถึงข้อมูลที่ตรง แม่นยำ ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฉะนั้นการสร้างลิ้งค์ไปหน้าเพจใดๆก็ควรทำให้ถูกต้องเหมาะสมกับข้อมูลด้วย

6. ความน่าเชื่อถือของ BackLink

ถ้าลิ้งค์ที่ทำการเชื่อมโยงเข้าสู่เว็บเพจของเราเป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูง แน่นอนเราย่อมได้อานิสงค์ของความน่าเชื่อถือเหล่านั้น เช่น ถ้าคุณได้รับการลิ้งค์มาจากเว็บดังๆ จะช่วยให้ rank ของเว็บคุณสูงขึ้นแน่นอนทีเดียวเชียว

7. ควรใส่ Keyword ในส่วนที่เป็นเนื้อหาจริงๆ

เนื่องจากการทำ SEO มีทั้งสายมืด (หลอกบอทเป็นนิจ คล้ายพวกเปิดบอทในเกมออนไลน์หลอกผู้เล่น) และสายสว่าง คือทำอย่างจริงๆจัง มีข้อมูลจริงที่ถูกต้อง ไม่ต้องหลอกบอท อาจจะใช้เวลาในการทำอยู่บ้าง แต่มันอยู่ยั้งยืนยงกว่า จริงๆนะ

8. ปริมาณลิ้งค์ที่เข้าสู่เว็บไซต์ (Quantity of BackLink)

นอกจากเรื่องของคุณภาพของลิ้งค์ที่เข้าสู่เว็บแล้ว ปริมาณก็มีผลต่อการยกระดับความน่าเชื่อถือของเว็บเราเองเช่นกัน แต่ระวังอย่าให้เป็นเว็บที่ถูกแบนมาลิ้งค์เข้าละกัน มันไม่ค่อยดี
นอกจากนั้น ลิ้งค์ที่มาจาก Unique IP หรือ IP ที่ไม่ซ้ำกัน จะยิ่งดี

9.  การสอดแทรก Keyword ตามที่ต่างๆ

อย่างเช่นในรูปภาพ อาจจะมีการใส่คำอธิบายที่มีการสอดแทรก keyword ลงไปด้วย หรือ การเน้นหัวข้อลิ้งค์ให้ดูเด่นแตกต่างก็มีผลต่อคะแนนที่ได้รับด้วย เช่น การใช้ Tag Header (H1,H2) สำหรับ keyword เป็นต้น

หากค่อยๆละเมียดละไม แก้ไขปรับปรุงเว็บของเราไปเรื่อยๆตามหลักการที่ดี แล้ว การติดอันดับในกูเกิ้ลสำหรับคำที่ต้องการก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม (แล้วแต่การแข่งขันของ keyword ด้วยนะ)

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักการและหน้าที่ของฝ่ายจัดซื้อ

หลักการของการฝ่ายจัดซื้อ

1. การแบ่งกลุ่มของซัพพลายเออร์ (Supplier Classification)  
  • แยกประเภทของซัพพลายเออร์เป็น trading, autorized distributor, manufacturer และร้านค้าปลีก  
    • ศึกษาข้อมูลผู้ผลิตและผู้ขายอย่างละเอียด
  • การให้น้ำหนักการซื้อ เป็นการระบุถึงความเสี่ยงของซัพพลายเออร์แต่ละราย  เพื่อใช้ตัดสินใจในการเลือกที่จะสั่งสินค้า และช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อขาย
    โดย
    ความเสี่ยงของ supplier ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แก่
    • ของไม่ตรงตามสเป็ค   
    • ของส่งไม่ตรงเวลา
    • การถูกยกเลิกออเดอร์กระทันหัน
  • มาตรการที่ใช้ลดความเสี่ยง
    • ความเสี่ยงที่ได้ของไม่ตรงสเป็ค - ฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่ในการจัดลำดับและระบุถึง Quality ของซัพพลายเออร์ , สำหรับซัพพลายเออร์ที่มีแนวโน้มว่าส่งของผิดสเป็คอยู่เป็นประจำ จะต้องระบุถึงความเสี่ยงที่รุนแรง และไม่ควรจะถูกสั่งซื้อ (ยกเว้นมันหาไม่ได้จริงๆ ก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้) 
    • ความเสี่ยงที่ สินค้าส่งไม่ตรงเวลา - ฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการที่ได้รับของจากซัพพลายเออร์ที่ส่งของไม่ตรงเวลา และเป็นเหตุให้เกิดผลเสียต่อการขาย หรือ การผลิต,  ความเสี่ยงนี้จะทำให้ลดลงได้จากการที่มีระบบบริหารจัดการที่ดี ได้แก่
      • การตั้งเวลาที่เหมาะสม - ถ้างานไหนไม่ชัวร์หรือมีความเสี่ยงในการได้รับสินค้าล่าช้า ต้องประสานงานให้ฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อจะได้ทำการเลื่อนลูกค้าตั้งแต่ต้น
      • การติดตาม - การติดตามสถานะของสินค้าของซัพพลายเออร์จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้บ้าง เช่น ขณะนี้งานไปถึงในขั้นตอนใด ประมาณการเวลาที่จะได้รับของยังตรงเวลาอยู่หรือไม่
      • การเผื่อเวลาไว้เล็กน้อย - แม้ว่าซัพพลายเออร์จะรับปากเรา แต่เราควรจะเผื่อเวลาไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ของผิดสเป็ค หรือ ของใช้งานไม่ได้ หากงานนั้นไม่ได้เป็นงานด่วนที่ลูกค้าไม่สามารถรอได้
    • ความเสี่ยง ของการถูกยกเลิกออเดอร์กระทันหัน - เป็นอุบัติเหตุของซัพพลายเออร์ แต่ฝ่ายจัดซื้อควรมีการตั้งแผนสำรองเช่น มีซัพพลายเออร์ที่สามารถใช้งานฉุกเฉินได้ในมือ อาจจะต้นทุนด้านราคาสูงกว่า แต่สามารถช่วยให้ส่งงานได้ทันที่รับปากลูกค้าไว้
ฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่รับผิดชอบในคุณภาพของการทำ Supplier Classification และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท หากมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีผลเสียต่อบริษัทได้

2. การเจรจาต่อรอง สำหรับฝ่ายจัดซื้อนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากช่วยให้บริษัทมีผลกำไรมากขึ้น
แต่มีข้อที่ต้องควรระวังว่า การต่อรองที่มากเกินความเป็นไปได้  คุณอาจจะถูกย้อมแมวขายโดยไม่รู้ตัว  และเงื่อนไขบางอย่างที่สำคัญจะถูกลดทอนลง  เช่นการรับประกัน  การบริการหลังการขาย  ซึ่งการต่อรองนั้นจะต้องวางบนเหตุและผลที่เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด  เช่น หากต้องการซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง  ซึ่งเหมือนกันทุกอย่าง  แต่เจ้าหนึ่งรับประกัน 3 ปี  free off-charge ทุกอย่าง  อีกเจ้าก็ 4 ปี (แต่บนเงื่อนไขที่คุณเสียเปรียบในการเคลมอย่างมาก  เช่นต้องเสียค่าเคลมเอง  ค่าส่งที่ชาร์จแพง)  เพราะฉะนั้นการตัดสินใจเลือกแบบประกัน 3 ปี เรียกว่าเป็นการจัดซื้อที่ดี  
การจัดซื้อที่ดีไม่ใช่ซื้อของได้ถูก แต่ต้องได้ของที่คุ้มค่าที่สุด

3. การแบ่งสัดส่วนของออเดอร์ให้แก่ซัพพลายเออร์หลายราย  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  หากคุณต้องซื้อของปริมาณเยอะ ๆ และซื้อมาหมดไป  ต้องซื้อใหม่ตลอด (consume) คุณต้องเลี้ยงซัพพลายเออร์ไว้  เช่นว่า  แบ่งออเอร์เป็น 70% ให้เจ้าที่ถูกกว่า  และ 30% ให้เจ้าที่แพงกว่าเป็นอันดับสอง  เพราะหากเกิดกรณีที่เจ้าแรกของขาดสต๊อกกระทันหัน  คุณจะสามารถเรียกสินค้าสำรองจากบริษัทที่สองได้  ซึ่งจะลดการเกิดปัญหาต่อการผลิต  ถือว่าเป็นวิธีการทำที่ถูกต้อง  

แต่ในหลาย ๆ บริษัทที่มองว่าจะเอาแต่ของถูก  ซื้อ 100% จากซัพพลายเออร์ที่ถูกกว่า แต่พอของขาดจะมาเรียกเอาจากเจ้าที่สอง  เค้าก็ไมมีของให้  เพราะเค้าคิดว่าของชิ้นนี้เป็นของที่สต็อกไม่ได้ เพราะสต็อกสินค้าไปก็ขายไม่ได้ คราวนี้มันก็จะส่งผลต่อการผลิตหรือการขายของบริษัททันที

4. การประเมินค่า KPI ของซัพพลายเออร์แต่ละเจ้าทุกปี  โดยการประเมินแบบให้น้ำหนัก (ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์กรนั้น ๆ)  และการอัพเดทสถานะของซัพพลายเออร์  เพราะบางทีใกล้เจ๊ง  รับเงินวางดาวน์ไปแล้วปิดบริษัททิ้งซะงั้น (เช่นงานโครงการ)  คุณแหละคือคนถูกมองว่าผิดคนแรก

5. การหาซัพพลายเออร์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  ไม่ใช่เพียงแค่องค์กรที่จะได้มูลค่าเพิ่มจากตัวคุณ แต่เป็นตัวของฝ่ายจัดซื้อเองที่จะมีคอนเนคชั่นใหม่ๆ และจะทำให้คุณมีคุณค่าต่อองค์กรสูงขึ้นอีกด้วย นอกจากการค้นหาซัพพลายเออร์ใหม่ๆแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในสินค้าและบริการต่างๆของซัพพลายเออร์ จะทำให้คุณกลายเป็นกำลังสำคัญขององค์กรทันที เนื่องจากคุณมีแนวทางที่จะใช้แก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าขององค์กรเป็นจำนวนมาก หรือพูดง่ายๆคือคุณจะกลายเป็นเสมือนที่ปรึกษาของบริษัทกันเลยทีเดียว ดังนั้นจงหมั่นศึกษาสินค้าและบริการให้มากที่สุด
เมื่อลูกค้าของเรามีปัญหา คุณจะเป็นคนแรก ที่ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้า จะเข้ามาปรึกษา

6.) การหาสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า โดยสินค้าที่จัดหาอาจจะช่วยในการ
- ทดแทนสินค้าที่มีปัญหา  
- ทดแทนสินค้าหายาก ซึ่งสามารถใช้งานได้ไม่ต่างกัน 
- ทดแทนสินค้าที่มีราคาสูง แต่มีคุณภาพเหมือนๆกัน 
ดังนั้นคุณต้องรู้จักการทดแทนสินค้าโดยไม่ทำให้เสียคุณภาพเดิมไป จงเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมทุกวันๆที่ทำงาน

6. อย่าตวาด  อย่าแสดงท่าทีหยาบคายต่อซัพพลายเออร์  หรือมองว่าเค้าไม่ใช่คน (หลายที่มองเซลเป็นหมาเลย)
เนื่องจากหน้าที่ของเรา จำเป็นต้องติดต่อกับผู้อื่น หากคุณต้องการให้ผู้อื่นปฎิบัติต่อเราเช่นไร เราควรปฎิบัติต่อเขาเช่นนั้น รู้จักการให้เกียรติ ปฎิบัติตัวต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ และนั่นจะกลายเป็นอาวุธที่สำคัญของฝ่ายจัดซื้อเลย

การพูดจาด้วยความสุภาพ มิได้หมายความว่าคุณจะอ่อนแอ ตกเป็นเบี้ยล่างตลอด เพียงแต่คุณต้องไม่ใส่โทสะลงในการสนทนา ควรอาศัยความเด็ดขาดบนเหตุผลที่เหมาะสม  ไม่ดื้อดึงเอาแต่ใจ  เพราะเมื่อซัพพลายเออร์ไม่พอใจ  คุณอาจจะโดนเค้าก็เล่นงานคุณจนออกจากบริษัทได้ (อย่านึกว่าทำไม่ได้ครับ  มีหลายที่จัดซื้อร้องไห้ออกจากห้อง ผจก. ต่อหน้าเซลเลย) 


สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ของฝ่ายจัดซื้อ

 หากคุณกำลังทำงานอยู่ฝ่ายจัดซื้อ ลองมาทบทวนกันอีกครั้ง (กันลืม) ดีกว่า ว่าสำหรับในหน้าที่พนักงานฝ่ายจัดซื้อ มีอะไรบ้างคือสิ่งที่คุณควรปฎิบัติ (Do) และไม่ควรปฏิบัติ (Don’t)

 Do 
  1. เก็บทะเบียนประวัติและแคตตาล็อกสินค้าต่างๆ ของผู้ขาย
  2. กำหนดคุณลักษณะของสินค้าที่ต้องการให้แน่นอน โดยสอบถามรายละเอียดจากผู้ที่ต้องการใช้สินค้านั้นๆ ให้ครบถ้วน สิ่งที่ควรระบุ เช่น
    • ตราสินค้าหรือยี่ห้อสินค้า อาจระบุชื่อสินค้าไว้ประมาณ 2-3 ชื่อ พร้อมทั้งควรเปิดโอกาสให้กับตราสินค้าอื่นๆ โดยระบุว่า “หรือที่มีคุณภาพเทียบเท่า” 
    • บอกคุณลักษณะที่เฉพาะเจาะจง, มาตรฐานของสินค้า และข้อกำหนดต่างๆ ในการใช้งาน 
    • มีตัวอย่างสินค้าให้ผู้ขายดู 

  3. ศึกษาข้อมูลของชนิดของสินค้าที่ต้องการแล้วนำไปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละตราสินค้าที่ผู้ขายนำเสนอมาอย่างถี่ถ้วน 
  4. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้อของ “ด่วน” เพราะจะทำให้เราเป็นรองกับผู้ขายสินค้าทันที 
  5. มีแบบฟอร์มการสั่งซื้อที่เป็นมาตรฐาน 
  6. มีการบันทึกผล กำหนดการส่งของ เวลา จำนวนในการส่ง และการทำสัญญา 
  7. หาผู้ขายจากบันทึกที่เคยสั่งสินค้าด้วยกันทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเจอผู้ขายที่ประวัติไม่ดี 
  8. ให้นโยบายการสั่งซื้อแก่ผู้ขาย ผู้ขายจะได้ปฏิบัติถูกต้อง 
  9. ออกเยี่ยมเยียนผู้ขายเพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์ที่ดี และยังทำให้เราทราบถึงสภาพของกิจการของผู้ขายนั้นๆ อีกด้วย 
  10. จ่ายเงินให้ตรงเวลา 

Don’t 

  1. ไม่ควรกำหนดวันส่งมอบที่เป็นไปไม่ได้ เช่นสั่งเช้าต้องการตอนบ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสินค้าบิ๊กล็อต 
  2. ไม่ควรเก็บสต็อคไว้มากๆ จะทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียน และเปลืองเนื้อที่ 
  3. ไม่ควรเชื่อข่าวลือต่างๆ จากทางผู้ขายง่ายๆ ว่าสินค้ากำลังจะขึ้นราคาให้เรารีบสั่งซื้อสินค้ากักตุนไว้ ควรที่จะตรวจสอบที่มาของข่าวให้แน่ชัด 
  4. ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงคำขอซื้อหรือข้อกำหนดต่างๆ โดยไม่จำเป็น 
  5. ไม่คาดหวังว่าผู้ขายจะส่งของได้ทันเวลาตลอดไป ควรมีแผนสำรองในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถส่งของได้ทันเวลา 
  6. ไม่ควรตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าโดยพิจารณาที่ราคาเพียงอย่างเดียว จงจำไว้ว่า “ของแพงไม่จำเป็นต้องดี และของดีก็ไม่จำเป็นต้องถูก” ลองพิจารณาจากหลายแง่มุม 
  7. จรรยาบรรณของฝ่ายจัดซื้อเป็นสิ่งสำคัญ อย่าตัดสินใจสั่งซื้อสินค้านั้นๆ เพียงเพราะว่าเป็นเพื่อนกันหรือทางผู้ขายให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่เรามากกว่าเจ้าอื่น