การขัดไม้ด้วยกระดาษทรายนั้น อยู่ใน เกือบจะทุกตอนของการทำงานไม้และการทำงานสี ซึ่งหน้าที่หลักๆก็คือ การทำให้พื้นผิวชิ้นงานมันเรียบ ปราศจากเสี้ยนไม้
ลำดับของการขัดไม้
การขัดหยาบ (Leveling) > การขัดเรียบ (Uniforming) > การขัดละเอียด (Polishing)
การขัดหยาบ (Leveling) - เพื่อกำจัดจุดบกพร่องบนพื้นผิว ที่อาจจะเกิดจากเครื่องจักร หรือ เครื่องมือ , ปรับระดับไม้ให้เสมอกัน โดยในขั้นตอนนี้ จะใช้กระดาษทรายที่มีลักษณะหยาบ โดยถ้าร่องรอยบนไม้หยาบมาก ให้ใช้เบอร์ 80 แล้วจึงตาม ด้วยเบอร์ 120 , แต่ถ้ารอยนิดๆหน่อยๆ อาจจะใช้เบอร์ 120 ทีเดียวเลยก็ได้
การขัดเรียบ (Uniforming) - เป็นการลดริ้วรอยที่เกิดจากงานขัดหยาบในขั้นตอนแรก สำหรับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก ให้ใช้เบอร์ 180 แล้วค่อยขัดต่อด้วยเบอร์ 240
การขัดละเอียด (Polishing) - เป็นการขัดพื้นผิวให้เรียบ จนมองไม่เห็นรอยกระดาษทรายด้วยตาเปล่า นอกจากนี้อาจจะมีขนหรือเสี้ยนไม้แบบละเอียดที่ขัดไม่ออกจากขั้นตอนที่แล้ว ก็จะถูกขัดออกในขั้นตอนนี้ ให้ใช้เบอร์ 240 หรือ 280
การขัดผิวที่เคลือบสี - ให้ขัดด้วยเบอร์ 320 , 360 หรือ 400 ให้ลูบเบาๆ โดยไม่ต้องออกแรงกด จะช่วยให้เม็ดฝุ่นหรืออะไรก็ตามที่เกาะบนผิวหลุดออก ทำให้เรียบลื่น และ ไม่ทำให้สีถลอก
จุดสำคัญของการขัด : การขัดให้ขัดตามลำดับ อย่าข้ามเบอร์ เพราะจะยิ่งทำให้เสียเวลา และ เปลืองกระดาษทราย
กระดาษทรายที่กล่าวมาจะเป็นแบบที่มีเบอร์ หลักร้อย ถึง หลักพัน
แต่จะมีกระดาษทรายขัดไม้อีกประเภท ที่จะระบุเป็นเลข 0-5 โดยตัวเลขน้อยหมายถึงกระดาษทรายละเอียด
ซึ่งก็จะมีวิธีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันโดยต้องเลือกความละเอียด/หยาบ ของกระดาษทรายให้เหมาะกับงาน
สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์
วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
การย้อมผิวเนื้อไม้
การย้อมผิวเนื้อไม้ เป็นการเปลี่ยนสีชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเราให้ตรงกับความต้องการ โดยชิ้นงานที่จะนำมาย้อม ต้องผ่านการขัดด้วยกระดาษเพื่อกำจัดเสี้ยน และให้ชิ้นงานเรียบลื่น เสียก่อน (อ่านเพิ่ม เทคนิคการขัดชิ้นงานด้วยกระดาษทราย) หลังจากที่ขัดชิ้นงานจนเรียบแล้ว ใช้ผ้าถูดูความมันของไม้ว่ามีเพียงใด
เมื่อเสร็จจากการขัดเรียบร้อยแล้ว เราก็จะย้อมสีไม้ให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ว่าต้องการให้ไม้มีสีอะไร
โดยการย้อมสีอาจจะใช้วิธีการ 3 วิธี ดังนี้
1. การย้อมสีโดยการใช้สีผสมกับแอลกอฮอลล์
2. การย้อมสีโดยการใช้น้ำมันผสม
3. การย้อมสีโดยการใช้น้ำธรรมดาผสม
สีที่จะใช้ย้อมอาจจะแบ่งได้ดังนี้
ก. สีย้อมที่เป็นเกล็ด เป็นสีย้อมผ้าต้องใช้เป็นสีชนิดดีไม่ตกได้โดยง่าย ใช้ผสมกับน้ำร้อนให้ละลาย ใช้ย้อมไม้ให้เป็นสีต่างๆได้ตามความต้องการ
ข. สีฝุ่นชนิดต่างๆ ใช้ละลายกับน้ำมันแอลกอฮอล์ สามารถย้อมสีไม้ได้ดีกว่าวิธีอื่นมาก ถ้าจะให้มีคุณภาพดีติดไม้ไม่หลุดได้โดยง่าย ใช้ผสมกับชแลค คนให้ละลายและผสมแอลกอฮอล์ให้ใสๆ สามารถย้อมสีไม้ ได้คุณภาพดีมาก
สีที่นิยมย้อมไม้ อาทิ สีโอ๊ค สีประดู่ สีมะเกลือ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการผสมสีฝุ่นชนิดต่างๆเข้าด้วยกัน
การอุดเสี้ยนไม้
ธรรมชาติของไม้ย่อมมีรูเล็กๆ ต่างๆ เกิดขึ้นในเนื้อไม้ทั่วไป ดังนั้นก่อนทำการทาน้ำมันชนิดต่างๆ ควรอุดเสี้ยนไม้ให้หมดเสียก่อน การอุดเสี้ยนไม้เราสามารถทำโดยวิธีง่ายๆ คือ ใช้แป้งหรือดินสอพองผสมกับน้ำ ถ้าจะให้มีคุณภาพดี ควรใช้แป้งเปียกผสมกับน้ำมันสน ถ้าไม่มีน้ำมันสนอาจจะใช้น้ำมันก๊าดก็ได้ การผสมให้เหลวช่วยให้สามารถทาบนเนื้อไม้ได้ง่าย การทาอาจใช้แปรงขนกระต่ายจุ่มหรือจะใช้ผ้าชุบทาก็ได้
วิธีการทาแป้งเพื่ออุดรูบนเนื้อไม้
การทาควรทาในแนวขวางเสี้ยนไม้ โดยกดมือแรงๆให้แป้งอุดเข้าไปในเนื้อไม้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนอุดเสี้ยนทุกครั้ง ควรอุดหัวตะปูให้เรียบร้อยก่อน หรือ ถ้ามีตะปูโผล่ก็ให้ใช้เหล็กส่งตอกลงไปให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นใช้ชแลคผสมกับดินสอพองหมาดๆ โดยเทคนิคคือให้อุดโป๊วบริเวณหัวตะปูให้สูงขึนมาพอสมควร เนื่องจากดินสองพองเวลาแห้งมันจะยุบตัว ถ้ามันยุบเยอะก็จะเสียเวลาต้องมาอุดใหม่
หลังจากอุดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ โดยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ดินสอพองหมาดๆ ใช้ผ้าสะอาดถูที่ไม้แรงๆ เพื่อให้ดินสอพองแทรกเข้าไปในรูไม้จนเต็มแน่น ปล่อยทิ้งไว้จนดินสอพองแข็งตัว จึงทำการขัดเรียบอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะขอบไม้ควรทำการตกแต่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะทาน้ำมันชักเงาและทำการตกแต่งด้วยวิธีต่างๆต่อไป
สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์
เมื่อเสร็จจากการขัดเรียบร้อยแล้ว เราก็จะย้อมสีไม้ให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ว่าต้องการให้ไม้มีสีอะไร
โดยการย้อมสีอาจจะใช้วิธีการ 3 วิธี ดังนี้
1. การย้อมสีโดยการใช้สีผสมกับแอลกอฮอลล์
2. การย้อมสีโดยการใช้น้ำมันผสม
3. การย้อมสีโดยการใช้น้ำธรรมดาผสม
สีที่จะใช้ย้อมอาจจะแบ่งได้ดังนี้
ก. สีย้อมที่เป็นเกล็ด เป็นสีย้อมผ้าต้องใช้เป็นสีชนิดดีไม่ตกได้โดยง่าย ใช้ผสมกับน้ำร้อนให้ละลาย ใช้ย้อมไม้ให้เป็นสีต่างๆได้ตามความต้องการ
ข. สีฝุ่นชนิดต่างๆ ใช้ละลายกับน้ำมันแอลกอฮอล์ สามารถย้อมสีไม้ได้ดีกว่าวิธีอื่นมาก ถ้าจะให้มีคุณภาพดีติดไม้ไม่หลุดได้โดยง่าย ใช้ผสมกับชแลค คนให้ละลายและผสมแอลกอฮอล์ให้ใสๆ สามารถย้อมสีไม้ ได้คุณภาพดีมาก
สีที่นิยมย้อมไม้ อาทิ สีโอ๊ค สีประดู่ สีมะเกลือ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการผสมสีฝุ่นชนิดต่างๆเข้าด้วยกัน
การอุดเสี้ยนไม้
ธรรมชาติของไม้ย่อมมีรูเล็กๆ ต่างๆ เกิดขึ้นในเนื้อไม้ทั่วไป ดังนั้นก่อนทำการทาน้ำมันชนิดต่างๆ ควรอุดเสี้ยนไม้ให้หมดเสียก่อน การอุดเสี้ยนไม้เราสามารถทำโดยวิธีง่ายๆ คือ ใช้แป้งหรือดินสอพองผสมกับน้ำ ถ้าจะให้มีคุณภาพดี ควรใช้แป้งเปียกผสมกับน้ำมันสน ถ้าไม่มีน้ำมันสนอาจจะใช้น้ำมันก๊าดก็ได้ การผสมให้เหลวช่วยให้สามารถทาบนเนื้อไม้ได้ง่าย การทาอาจใช้แปรงขนกระต่ายจุ่มหรือจะใช้ผ้าชุบทาก็ได้
วิธีการทาแป้งเพื่ออุดรูบนเนื้อไม้
การทาควรทาในแนวขวางเสี้ยนไม้ โดยกดมือแรงๆให้แป้งอุดเข้าไปในเนื้อไม้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนอุดเสี้ยนทุกครั้ง ควรอุดหัวตะปูให้เรียบร้อยก่อน หรือ ถ้ามีตะปูโผล่ก็ให้ใช้เหล็กส่งตอกลงไปให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นใช้ชแลคผสมกับดินสอพองหมาดๆ โดยเทคนิคคือให้อุดโป๊วบริเวณหัวตะปูให้สูงขึนมาพอสมควร เนื่องจากดินสองพองเวลาแห้งมันจะยุบตัว ถ้ามันยุบเยอะก็จะเสียเวลาต้องมาอุดใหม่
หลังจากอุดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ โดยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ดินสอพองหมาดๆ ใช้ผ้าสะอาดถูที่ไม้แรงๆ เพื่อให้ดินสอพองแทรกเข้าไปในรูไม้จนเต็มแน่น ปล่อยทิ้งไว้จนดินสอพองแข็งตัว จึงทำการขัดเรียบอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะขอบไม้ควรทำการตกแต่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะทาน้ำมันชักเงาและทำการตกแต่งด้วยวิธีต่างๆต่อไป
สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์
วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
8 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก - คำพูดปิดกั้นพัฒนาการเด็ก
วัยเด็ก คือ วัยแห่งการเรียนรู้ เด็กๆจะถูกปลูกฝังให้เป็นคนช่างสังเกตุ เรียนรู้ และจดจำรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่นคือคำพูดของผู้ใหญ่ ดังนั้นคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้พูดกับลูกจึงเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะคำหลายๆที่บางครั้งบางคราว อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ ที่อาจจะโกรธ เบื่อ รำคาญ และพูดสิ่งต่างๆเหล่านี้กับลูกโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คำพูดเหล่านี้เองจะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีคำพูดอะไรบ้าง
1.ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
ไม่เฉพาะแต่เด็กเท่านั้น แม้แต่กับผู้ใหญ่เองเมื่อเจอคำๆนี้ก็จะรู้สึกกดดัน เสียหน้า เสียความมั่นใจ และ คำๆนี้มักจะมาพร้อมกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะโกรธลูกอย่างไร ก็ไม่ควรจะพูดคำเหล่านี้ออกมา เพราะเมื่อเด็กรับฟังคำเหล่านี้เข้าไป จะทำให้เด็กเป็นเด็กปิดกั้น ไม่อยากทำอะไร ไม่กล้าแสดงออก ในบางรายที่รู้สึกต่อต้านพ่อแม่ ก็จะไม่ทำอะไรเลย ทางที่ดีควรจะใช้คำพูดในแง่บวก หรือ คำแนะนำให้ทำในสิ่งที่อยากให้ทำดีกว่า หรือคำพูดเพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ลูกดีกว่าครับ
พ่อแม่ควรจะนึกว่าเด็กคือวัยที่กำลังหัดพูด ได้ยินอะไรก็มักจะพูดตาม เด็กยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในประโยคหรือข้อความที่ได้ยินมา ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อและแม่ ที่จะต้องช่วยแนะนำให้เด็กพูดในสิ่งที่เหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่ไม่ควรแสดงอาการ "รำคาญ" กับลูกในเวลาที่พวกเขาสงสัยหรือถามพ่อแม่ ถ้าลูกๆถูกสั่งให้เงียบ พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าแสดงออกและเมื่อโตขึ้นไป พวกเด็กๆก็จะไม่ถามในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ และจะมีปัญหาในด้านการเรียนหรือในด้านการสื่อสารกับผู้อื่นในอนาคต
สำหรับผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าคำๆนี้เหมาะสม แต่ลองคิดสิครับ เด็กไม่สามารถตีความว่า "ลูกผู้ชาย" คืออะไร การจะเป็นลูกผู้ชายนี้ต้องทำอย่างไร ทำให้เด็กเกิดความลังเล สับสนในสิ่งที่ทำ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร ดังนั้นถ้าคุณพ่ออยากให้ลูกได้เรียนรู้จักคำว่า ลูกผู้ชาย แล้วหละก็ คงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการเป็นตัวอย่างที่เป็นผู้นำให้แก่ลูกแล้วหละครับ เพื่อให้ลูกเลียนแบบในพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูกผู้ชายอย่างคุณพ่อไงครับ
4.ทำแบบนี้เดี๋ยวไม่รักนะ
คำพูดที่เสียดแทงใจลูกนะครับ อย่าไปคิดเองนะครับว่าลูกจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่รัก คำพูดเหล่านี้จะบั่นทอนความรู้สึก ความผูกพันของลูกกับพ่อแม่ อยากสอนลูกก็สอนครับ อย่าไปสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ รังแต่จะทำลายความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกเสียเปล่าๆครับ
5.ทำไมน่ารำคาญอย่างนี้
คำพูดนี้ก็มักจะมาพร้อมอารมณ์โกรธ การที่ลูกทำสิ่งใดให้พ่อแม่ไม่พอใจ สิ่งที่ควรจะโต้ตอบลูกควรเป็นการสอนในสิ่งที่เขาควรทำและสิ่งที่เขาไม่ควรทำ ไม่ควรใช้คำพูดแง่ลบอย่างคำว่าน่ารำคาญ เพราะคำพูดนี้จะทำให้เด็กเป็นเด็กไม่กล้าแสดงออก และเด็กๆก็จะรู้สึกไม่มั่นใจว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า เด็กควรจะมีความมั่นคงทางจิตใจซึ่งจะได้รับมาจากการสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มิใช่การบั่นทอนจากคำพูดเหล่านี้นะครับ
6.ทำไมไม่ได้เหมือนลูกคนอื่นๆ
ไม่มีประโยชน์ครับที่จะใช้การเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบไม่ว่าจะกับใครมีแต่จะทำให้ลูกเสียความมั่นใจ ขาดความมั่นใจ สำหรับตัวเด็กแล้วความมั่นใจจะค่อนข้างจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ สำหรับผู้ใหญ่ถ้าโดนเปรียบเทียบอาจจะฮึดสู้บ้าง แต่สำหรับเด็กอาจจะยอมแพ้ และกลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นแทนครับก ลูก ลูก ลูก
7.อย่าทำแบบนี้เดี๋ยวตำรวจจับ
การขู่ด้วยการหลอก เช่น การขู่ด้วยผี การขู่ด้วยตำรวจ การขู่ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการใช้คำพูดเพื่อสื่อออกมาว่า เมื่อทำแบบนี้แล้วจะเกิดผลอะไรตามมาบ้าง ซึ่งในทางเป็นจริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งการขู่เหล่านี้จะสร้างตรรกะที่ทำให้เด็กขาดการเรียนรู้แบบเป็นเหตุเป็นผล และเมื่อโตขึ้นอาจจะกลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะจะเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดไม่ใช่เรื่องจริง
8.ล้อเลียนเรื่องน่าอาย หรือ ปมด้อย
การล้อเลียนเรื่องน่าอับอายหรือปมด้อยของเด็ก จะทำให้เกิดปมฝังในใจของเด็ก บางรายอาจจะจดจำตลอดไปเลยก็มี ซึ่งปมเหล่านี้จะส่งผลที่ไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นถึงพ่อแม่จะรับรู้สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะนำมาล้อเล่นกับลูก
ลูก ลูจะร
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559
วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม
วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม :
อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการขจัดสนิม
1.) แผ่นใยขัด / สก๊อตไบร์ อันละ 10 บาท
2.) น้ำมันจักร ซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง/โฮมโปร
ขวดจะเล็กๆสีขาว ราคาโดยทั่วไปเริ่มแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้นเอง..ยี่ห้อซิงเกอร์ก็ได้ครับ
3.) ผ้าสะอาดเล็กๆ 1 ผืน
ขั้นตอนในการขจัดสนิม
1.) นำน้ำมันจักรหยดลงบนแผ่นใยขัดประมาณ 3-4 หยด ไม่ต้องชุ่มมากนัก
2.) ขัดลงบนผิวที่เป็นสนิมเหล็ก..ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก..สนิมก็จะค่อยๆหลุดออก...น้ำมันก็จะไปเคลือบบนผิวเหล็กแทนที่..จะทำซ้ำอีกครั้งก็ได้ครับ
3.) เช็ดออกด้วยผ้าแห้ง..แต่ไม่ต้องเช็ดกันจนแห้งเลยนะครับ..ให้มีน้ำมันเคลือบไว้บ้าง...ยกเว้นบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คงต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้ติดเสื้อผ้า
วิธีนี้ใช้สำหรับการขจัดสนิม ที่ไม่ได้เยอะมากจนเกินไปครับ
อีกวิธีนึงคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทาทับสนิมได้เลย
ตัวอย่าง
อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการขจัดสนิม
1.) แผ่นใยขัด / สก๊อตไบร์ อันละ 10 บาท
2.) น้ำมันจักร ซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง/โฮมโปร
ขวดจะเล็กๆสีขาว ราคาโดยทั่วไปเริ่มแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้นเอง..ยี่ห้อซิงเกอร์ก็ได้ครับ
3.) ผ้าสะอาดเล็กๆ 1 ผืน
ขั้นตอนในการขจัดสนิม
1.) นำน้ำมันจักรหยดลงบนแผ่นใยขัดประมาณ 3-4 หยด ไม่ต้องชุ่มมากนัก
2.) ขัดลงบนผิวที่เป็นสนิมเหล็ก..ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก..สนิมก็จะค่อยๆหลุดออก...น้ำมันก็จะไปเคลือบบนผิวเหล็กแทนที่..จะทำซ้ำอีกครั้งก็ได้ครับ
3.) เช็ดออกด้วยผ้าแห้ง..แต่ไม่ต้องเช็ดกันจนแห้งเลยนะครับ..ให้มีน้ำมันเคลือบไว้บ้าง...ยกเว้นบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คงต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้ติดเสื้อผ้า
วิธีนี้ใช้สำหรับการขจัดสนิม ที่ไม่ได้เยอะมากจนเกินไปครับ
อีกวิธีนึงคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทาทับสนิมได้เลย
ตัวอย่าง
ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิม อิพ็อกซี่ 1 ส่วน เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุงและงานป้องกันสนิมโครงสร้างเหล็กที่ต้องการความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมทุกประเภท ใช้งานง่าย สะดวก แห้งไว สำหรับเหล็กเก่าสามารถทาทับเหล็กที่ไม่สามารถขจัดสนิม หรือ ลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด
เกรดสี: Ultra Premium
ชนิดของฟิล์มสี: สีเทาด้าน
เกรดสี: Ultra Premium
ชนิดของฟิล์มสี: สีเทาด้าน
คุณสมบัติ
- ทาทับสนิมได้ หรือทาทับผิวเหล็กและโลหะได้ทุกชนิด ในกรณีที่ไม่สามารถขจัดสนิมออกได้หมด พื้นผิวเหล็กเริ่มเป็นสนิม ในขณะที่สีรองพื้นกันสนิมทั่วไปไม่สามารถทำได้
- แห้งไว ลดระยะเวลาทำงานด้วยคุณสมบัติของสีอิพ็อกซี่โมดิฟายด์จึงทำให้ สีรองพื้นกันสนิม TOA Rust Shield มีความสามารถในการแห้งตัวทาสีทับหน้าได้เพียง 2 ชั่่วโมง แห้งเร็ว กว่าสีรองพื้นกันสนิมทั่วไปถึง 4 เท่า
- สามารถใช้คู่กับสีทับหน้าได้ทุกประเภท ในขณะที่สีรองพื้นสนิมทั่วไปสามารถใช้คู่กับสีทับหน้าประเภทสีน้ำมันเท่านั้น
การใช้งาน
ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิมโครงสร้างเหล็ก ใช้งานง่ายสะดวก แห้งเร็ว เหมาะสมกับพื้นผิวเหล็ก, อลูมิเนียม และกัลวาไนซ์ และยังสามารถทาทับผิวเหล็กที่ไม่สามารถขจิดสนิม หรือลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุง และงานสำหรับป้องกันสนิมทุกประเภท
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
วันขอลูกศาลเจ้าพ่อเสือเสาชิงช้า - วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)
วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)
การขอบุตรนั้น ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมาก ๆ ก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ")
ปฏิทินจีน ปี 2558 ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2558
ปฏิทินจีน ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ปฏิทินจีน ปี 2560 ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560
โดยวันที่เป็นฤกษ์นั้น ทางศาลเจ้าพ่อเสือเปิดให้ไหว้ ตั้งแต่ 06.00-24.00น.
ภาษาจีนจะเรียกกันว่าวัน หงวนเซียวบ้าง จับโหง้วแม้บ้าง (ปฏิทินจีนก็เห็นระบุว่า ไหว้เทศกาลชาวนา, วันจับโหงว) วันจับโหงแม้นี้ หมายถึง คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้สำเร็จสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการขอลูก ขอพรเรื่องการค้าขาย การเงิน การงาน และสุขภาพ
โดยมีคนสนใจเรื่องการไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทางเพจจึงขอนำคำถามที่มีผู้ถามกันเข้ามาเยอะๆมานำเสนอครับ
ถาม: เตรียมของไหว้ยังไงต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่
ตอบ: ทางศาลเจ้าจะมีธูปเทียน กระดาษไหว้ ชุดปัดตัวปีชง น้ำมันเติมตะเกียงจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ไม่ว่าท่านจะมาหาเอาที่ศาลหรือเตรียมมาจากบ้าน หรือจากที่ไหนได้ทั้งนั้นเลยครับตามสะดวก ในวันดังกล่าวลูกศิษย์ทั้งหลายจะมาเพื่อขอบูชาสิงโตน้ำตาล เจดีย์น้ำตาล สิงโตถั่ว แล้วแต่จะต้องการขอพรเรื่องไหน ก็สามารถบูชาได้จากทางศาลเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสิ่งที่ทางศาลเจ้าไม่มี แล้วถ้าท่านอยากมาไหว้เพิ่ม เช่น หมูสามชั้น ไข่ไก่ และพวงมาลัย สามารถจัดหามากันเอง (ส่วนส้มมงคลนั้น ทางศาลเจ้ามีจำหน่ายด้านใน บริเวณที่ให้เช่าสิงโตน้ำตาลเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะวันไหว้สิงโตสองวันนี้เท่านั้น)
ถาม: สิงโตถั่วกับสิงโตน้ำตาล ต่างกันอย่างไร
ตอบ: อันนี้เป็นข้อมูลความเชื่อหลายอายุคนจากผู้ที่ดูแลศาลเจ้านะครับ อ่านแล้วพิจารณาตามได้ สิงโตถั่วทำมาจากธัญญาพืชซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขา คนจีนเรานั้นทำอะไรแฝงด้วยความหมายเสมอ การไหว้ขอลูก ทางศาลเจ้าจึงแนะนำให้ใช้สิงโตถั่ว ส่วนสิงโตน้ำตาลใช้ขอพรเรื่องการงาน การค้า อำนาจ บารมี และบริวาร (สามารถใช้ขอลูกได้เช่นกัน แต่สิงโตถั่วจะให้ความหมายที่ดีกว่า สามารถเลือกเพศได้ และเห็นผลมากกว่า) ทั้งสิงโตน้ำตาลและสิงโตถั่วเช่าเป็นคู่ครับ ใครจะว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรไม่ทราบ ที่แนะนำไป แนะนำจากความเชื่อของคนในศาลโดยตรง จากที่สังเกตุมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นลูกศิษย์ท่านไหนที่มาขอการค้าเช่าสิงโตถั่วครับ แต่สิงโตน้ำตาลเนี่ยมันมาเหมือนกันครับ แค่ข้อสองข้อนี้ คงพอตัดสินใจกันได้นะครับว่าสะดวกแบบไหน แต่แอดมินเชื่อมากๆว่า ขอเพียงท่านมาด้วยใจศรัทธา มาด้วยสติ เชื่อว่าวันดีๆเช่นนี้ ความพยายามของทุกท่านตัองสำเร็จผล
ถาม: ขอลูกนั้นขอได้วันเดียวหรือไม่
ตอบ: หงวนเซียว หรือ จับโหงวแม้ คือ คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้คนที่ศรัธธาสำเร็จสมหวัง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น จึงขอสรุปว่า วันอื่นๆสามารถมาขอพร ขอลูกได้ครับ แต่วันจับโหงวแม้ เป็นวันที่มีฤกษ์ดีที่สุด และตรงกับความเชื่อตั้งแต่โบราณ ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด และเป็นวันเดียวที่มีการไหว้สิงโตน้ำตาล สิงโตถั่ว และเจดีย์น้ำตาล
ถาม:สิงโตต้องขโมยไหม ส้มขโมย ไหมถึงจะสำเร็จ
ตอบ: ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนสอดคล้องกลมกลืนกันมานาน นั่นคือการขโมยถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการผิดศีลข้อสองไม่แนะนำครับ(ผิดกฏหมายด้วย) ลองคิดกันดูนะครับลูกที่ได้จากการขโมยเนี่ยจะเป็นคนแบบไหน และหากส้มที่ขโมยมาเป็นส้มของคนปีชง คนมีเคราะห์นำมาสะเดาะเคราะห์ ส้มขอพรเรื่องป่วยไข้ ซึ่งคุณไม่ทราบแน่ว่าส้ม หรือสิงโตที่วางอยู่เค้าอธิษฐานไว้อย่างไร ตอนหยิบมันง่ายครับแต่ต้องมานั่งแก้ภายหลังมันไม่ง่ายนะครับ แล้วคำว่าขโมยนี่มันจากไหน มันเป็นคำพูดแก้เคล็ดครับ ความจริงไม่ใช่การขโมยแต่คนไม่รู้ได้ยินมาก็นำมาเล่าต่อ สอนต่อกันไป อันนี้ยกตัวอย่างจากผู้รู้นะครับ
คติความเชื่อ
" ในการ ขอทุน (เงินขวัญถุง) ,การขอลูกโดยจะไป ขอเงินขวัญถุง
(คนรุ่นเก่าใช้คำว่ายืม) หรือไปขอลูกโดยไปบูชา(สมัยก่อนใช้คำว่า"ขโมย"เป็นเคล็ด)
ตัวอย่างข้อความที่ยกมาเห็นได้ว่าคำว่า "ยืม" หรือ " ขโมย" เป็นคำที่เป็นเคล็ดเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงๆ
สิ่งที่ทางแอดมิน และเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าอยากฝากไว้นะครับ: การมาไหว้ขอพรการค้า หน้าที่การงาน หรือการขอลูก นอกจากการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกๆท่านพึงกระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมั่นสร้างบุญกุศลอยู่สม่ำเสมอด้วย อย่างการขอลูกนั้น เด็กที่มาเกิดโดยการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า อย่างตั่วเหล่าเอี้ยกงหรือเทพองค์อื่นๆ ล้วนมาจากที่สูงทั้งสิ้น ถ้าเค้าเห็นว่าพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้าจะลงมาเกิดด้วย ไม่สร้างความดีเลย เอาแต่สร้างกรรมชั่ว เด็กๆเหล่านี้ก็คงจะไม่เลือกที่จะมาเกิดด้วยแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเค้าพบเห็นว่าพ่อแม่สร้างแต่กรรมดี สร้างบุญกุศล ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน เด็กๆเหล่านี้ย่อมอยากลงมาเกิดในครอบครัวนี้แน่นอน
สุดท้ายที่สำคัญนะครับเราไม่ควรขออย่างเดียวเราต้องปฎิบัติเองด้วย เหมือนเช่นคำสอนของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) " บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...
จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า... "
นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
การขอบุตรนั้น ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมาก ๆ ก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ")
ปฏิทินจีน ปี 2558 ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2558
ปฏิทินจีน ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ปฏิทินจีน ปี 2560 ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560
โดยวันที่เป็นฤกษ์นั้น ทางศาลเจ้าพ่อเสือเปิดให้ไหว้ ตั้งแต่ 06.00-24.00น.
ภาษาจีนจะเรียกกันว่าวัน หงวนเซียวบ้าง จับโหง้วแม้บ้าง (ปฏิทินจีนก็เห็นระบุว่า ไหว้เทศกาลชาวนา, วันจับโหงว) วันจับโหงแม้นี้ หมายถึง คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้สำเร็จสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการขอลูก ขอพรเรื่องการค้าขาย การเงิน การงาน และสุขภาพ
โดยมีคนสนใจเรื่องการไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทางเพจจึงขอนำคำถามที่มีผู้ถามกันเข้ามาเยอะๆมานำเสนอครับ
ถาม: เตรียมของไหว้ยังไงต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่
ตอบ: ทางศาลเจ้าจะมีธูปเทียน กระดาษไหว้ ชุดปัดตัวปีชง น้ำมันเติมตะเกียงจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ไม่ว่าท่านจะมาหาเอาที่ศาลหรือเตรียมมาจากบ้าน หรือจากที่ไหนได้ทั้งนั้นเลยครับตามสะดวก ในวันดังกล่าวลูกศิษย์ทั้งหลายจะมาเพื่อขอบูชาสิงโตน้ำตาล เจดีย์น้ำตาล สิงโตถั่ว แล้วแต่จะต้องการขอพรเรื่องไหน ก็สามารถบูชาได้จากทางศาลเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสิ่งที่ทางศาลเจ้าไม่มี แล้วถ้าท่านอยากมาไหว้เพิ่ม เช่น หมูสามชั้น ไข่ไก่ และพวงมาลัย สามารถจัดหามากันเอง (ส่วนส้มมงคลนั้น ทางศาลเจ้ามีจำหน่ายด้านใน บริเวณที่ให้เช่าสิงโตน้ำตาลเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะวันไหว้สิงโตสองวันนี้เท่านั้น)
ถาม: สิงโตถั่วกับสิงโตน้ำตาล ต่างกันอย่างไร
ตอบ: อันนี้เป็นข้อมูลความเชื่อหลายอายุคนจากผู้ที่ดูแลศาลเจ้านะครับ อ่านแล้วพิจารณาตามได้ สิงโตถั่วทำมาจากธัญญาพืชซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขา คนจีนเรานั้นทำอะไรแฝงด้วยความหมายเสมอ การไหว้ขอลูก ทางศาลเจ้าจึงแนะนำให้ใช้สิงโตถั่ว ส่วนสิงโตน้ำตาลใช้ขอพรเรื่องการงาน การค้า อำนาจ บารมี และบริวาร (สามารถใช้ขอลูกได้เช่นกัน แต่สิงโตถั่วจะให้ความหมายที่ดีกว่า สามารถเลือกเพศได้ และเห็นผลมากกว่า) ทั้งสิงโตน้ำตาลและสิงโตถั่วเช่าเป็นคู่ครับ ใครจะว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรไม่ทราบ ที่แนะนำไป แนะนำจากความเชื่อของคนในศาลโดยตรง จากที่สังเกตุมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นลูกศิษย์ท่านไหนที่มาขอการค้าเช่าสิงโตถั่วครับ แต่สิงโตน้ำตาลเนี่ยมันมาเหมือนกันครับ แค่ข้อสองข้อนี้ คงพอตัดสินใจกันได้นะครับว่าสะดวกแบบไหน แต่แอดมินเชื่อมากๆว่า ขอเพียงท่านมาด้วยใจศรัทธา มาด้วยสติ เชื่อว่าวันดีๆเช่นนี้ ความพยายามของทุกท่านตัองสำเร็จผล
![]() |
| สิงโตถั่วตัด ขนาดตัวละ 10ชั่ง(หรือ 6 กิโลกรัม) ราคา คู่ละ 2,700 บาท ภาพประกอบจากร้าน ร้านขนมเปี๊ยะง่วนฮะเซ้ง (facebook) |
![]() |
| เจดีย์น้ำตาล |
ถาม: ขอลูกนั้นขอได้วันเดียวหรือไม่
ตอบ: หงวนเซียว หรือ จับโหงวแม้ คือ คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้คนที่ศรัธธาสำเร็จสมหวัง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น จึงขอสรุปว่า วันอื่นๆสามารถมาขอพร ขอลูกได้ครับ แต่วันจับโหงวแม้ เป็นวันที่มีฤกษ์ดีที่สุด และตรงกับความเชื่อตั้งแต่โบราณ ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด และเป็นวันเดียวที่มีการไหว้สิงโตน้ำตาล สิงโตถั่ว และเจดีย์น้ำตาล
ถาม:สิงโตต้องขโมยไหม ส้มขโมย ไหมถึงจะสำเร็จ
ตอบ: ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนสอดคล้องกลมกลืนกันมานาน นั่นคือการขโมยถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการผิดศีลข้อสองไม่แนะนำครับ(ผิดกฏหมายด้วย) ลองคิดกันดูนะครับลูกที่ได้จากการขโมยเนี่ยจะเป็นคนแบบไหน และหากส้มที่ขโมยมาเป็นส้มของคนปีชง คนมีเคราะห์นำมาสะเดาะเคราะห์ ส้มขอพรเรื่องป่วยไข้ ซึ่งคุณไม่ทราบแน่ว่าส้ม หรือสิงโตที่วางอยู่เค้าอธิษฐานไว้อย่างไร ตอนหยิบมันง่ายครับแต่ต้องมานั่งแก้ภายหลังมันไม่ง่ายนะครับ แล้วคำว่าขโมยนี่มันจากไหน มันเป็นคำพูดแก้เคล็ดครับ ความจริงไม่ใช่การขโมยแต่คนไม่รู้ได้ยินมาก็นำมาเล่าต่อ สอนต่อกันไป อันนี้ยกตัวอย่างจากผู้รู้นะครับ
คติความเชื่อ
" ในการ ขอทุน (เงินขวัญถุง) ,การขอลูกโดยจะไป ขอเงินขวัญถุง
(คนรุ่นเก่าใช้คำว่ายืม) หรือไปขอลูกโดยไปบูชา(สมัยก่อนใช้คำว่า"ขโมย"เป็นเคล็ด)
ตัวอย่างข้อความที่ยกมาเห็นได้ว่าคำว่า "ยืม" หรือ " ขโมย" เป็นคำที่เป็นเคล็ดเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงๆ
สิ่งที่ทางแอดมิน และเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าอยากฝากไว้นะครับ: การมาไหว้ขอพรการค้า หน้าที่การงาน หรือการขอลูก นอกจากการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกๆท่านพึงกระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมั่นสร้างบุญกุศลอยู่สม่ำเสมอด้วย อย่างการขอลูกนั้น เด็กที่มาเกิดโดยการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า อย่างตั่วเหล่าเอี้ยกงหรือเทพองค์อื่นๆ ล้วนมาจากที่สูงทั้งสิ้น ถ้าเค้าเห็นว่าพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้าจะลงมาเกิดด้วย ไม่สร้างความดีเลย เอาแต่สร้างกรรมชั่ว เด็กๆเหล่านี้ก็คงจะไม่เลือกที่จะมาเกิดด้วยแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเค้าพบเห็นว่าพ่อแม่สร้างแต่กรรมดี สร้างบุญกุศล ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน เด็กๆเหล่านี้ย่อมอยากลงมาเกิดในครอบครัวนี้แน่นอน
สุดท้ายที่สำคัญนะครับเราไม่ควรขออย่างเดียวเราต้องปฎิบัติเองด้วย เหมือนเช่นคำสอนของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) " บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...
จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า... "
นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
คัดลอกมาจาก facebook page ศาลเจ้าพ่อเสือ มีการแก้ไขคำเล็กน้อย
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ภาษีป้าย
|
ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี
1. ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ2. ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือสิ่งที่ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า
3. ป้ายที่แสดงไว้บริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
4. ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
5. ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน
ทั้งนี้เพื่อหารายได้และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
6. ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ
8. ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
9. ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น
10. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
11. ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
12. ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ
13. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ
13.1 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
13.2 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน
13.3 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก 13.1 และ 13.2 โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
1. เจ้าของป้ายแต่ในกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใดเมื่อ เจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ถ้าไม่ อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้ง หรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็น หนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว
2. ผู้ครอบครองป้าย(กรณีไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายได้)
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย
เพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ควรนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบ (ภ.ป.1) เท่าที่จำเป็นได้แก่1. กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย ฯลฯ
2. กรณีป้ายรายเก่าที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้วควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อน มาแสดงด้วย
การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี
การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายจะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี กรณีที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่ จะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายใน 15 วัน แนบแต่วันที่ติดตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่การคำนวณพื้นที่แยกเป็น
1. ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้- ส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย
2. ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
- ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุด
3. คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร
อัตราค่าภาษีป้าย
| ภาษีป้ายประเภท | ข้อความป้ายที่มี | อัตราภาษี |
| 1 | อักษรไทย | 3 บาท/500 ตร.ซม. |
| 2 | อักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือกปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น | 20 บาท/500 ตร.ซม. |
| 3 | (ก) ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ (ข) มีอักษรไทย บางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ | 40 บาท/500 ตร.ซม. |
***หมายเหตุ ป้ายตามประเภท 1,2 หรือ 3 เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้าย 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท
การไม่ยื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนด
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ยื่นแบบภายในกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของค่าภาษี– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ชำระเงินค่าภาษีภายในกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ของค่าภาษี
การชำระภาษีป้าย
1. เจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี2. ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว
3. การชำระค่าภาษี ชำระทันทีในวันที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน(ภป.3) มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม
บทกำหนดโทษ
ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายและแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานประกอบการต้องต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 -10,000 บาท
การอุทธรณ์การประเมิน
ต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแจ้งประเมินการขอคืนเงินภาษีป้าย
ผู้ที่เสียภาษีป้าย โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้ายวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
การเลือกสินค้าหรือบริการที่จะขาย
การที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ คุณต้องพัฒนาความสามารถที่จะเลือกและเสนอสินค้าหรือบริการที่มันใช่ ต่อลูกค้าของคุณที่อยู่ในตลาดที่คุณกำลังแข่งขันอยู่. ความสามารถในการเลือกนี้สำคัญกว่าความสามารถอื่นๆ เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นมันคือตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจเลยทีเดียว
กว่า 80% ของสินค้าและบริการที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยบริโภคเมื่อ 5 ปีก่อน และสิ่งที่จะใช้ในอีก 5 ปีหลังจากนี้ ก็จะแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สินค้าและบริการเป็นร้อยเป็นพันที่มีให้บริโภคในทุกวันนี้ มันไม่มีขีดจำกัดสำหรับคุณที่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดและแข่งขันด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆที่ดีกว่าที่มันเป็นอยู่ และมันก็เป็นอาะไรที่พร้อมจะถูกเสนอจากลูกค้าของคุณเช่นกัน จงจำไว้ว่าทักษะในการเลือกสินค้าและบริการนั้นเองจะเป็นตัวกำหนดถึงความสำเร็จของคุณ
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำก่อนการตัดสินใจว่าจะขายอะไร ก็คือ การคิด
และยิ่งคุณคิดถึงสินค้าและบริการมากเท่าไรก่อนที่จะนำเข้าสู่ตลาด การตัดสินใจของสิ่งคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แน่นอนว่ามันก็จะเป็นอะไรที่ดีกว่า
แล้วเราจะเริ่มอย่างไรดี?
เพื่อจะสร้างสินค้าให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความมุ่งมั่นที่จะให้มันประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการอยู่ในใจแล้ว คุณต้องเริ่มต้นวิเคราะห์มันด้วยตัวของคุณเอง
คำถามง่ายๆในการพิจารณาจากตัวของคุณเอง
- สินค้าแบบไหนที่คุณชอบ ที่คุณสนุกกับมัน ที่คุณบริโภค หรือได้รับประโยชน์จากมัน?
- คุณชอบในสินค้าหรือบริการที่คุณกำลังวางแผนจะขายหรือไม่ ?
- คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
- แล้วคุณจะซื้อมันและก็ใช้มันไหมหละ ?
- หรือคุณจะซื้อมันให้แม่ของคุณ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ หรือ เพื่อนบ้านคุณไม๊ ?
- คุณสามารถมองเห็นภาพของตัวเองที่กำลังขายสินค้าหรือบริการนี้ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าไหม ?
- ตกลงว่านี่คือสินค้าหรือบริการที่คุณปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำมันสู่ตลาดแล้วใช่ไหม?
หลังจากนั้นก็ลองวิเคราะห์สินค้าหรือบริการในมุมมองของลูกค้าดู
- อะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ ที่มันจำเป็นต่อลูกค้า หรือไม่จำเป็นต่อลูกค้า?
- แล้วผลิตภัณฑ์นี้มันจะช่วยให้ชีวิตหรืองานของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร ?
- ลูกค้าแบบไหนที่คุณกำลังจะขายผลิตภัณฑ์ให้ ?
- คุณแน่ใจหรือไม่ว่าคุณชอบในลักษณะของลูกค้าที่กำลังซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ?
คราวนี้ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจ้างที่ปรึกษาด้านการบริหารเพื่อให้คำแนะนำในการแนะสินค้าหรือบริการใหม่ พวกเขากำลังตัดสิทธิในการไล่ล่าของคุณและถามคุณถึงวัตถุประสงค์จริงๆของคุณ โดยใช้คำถามเหล่านี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
- มันมีความต้องการสินค้านี้จริงๆ สำหรับราคาสินค้าที่คุณตั้งไว้ใช่ไหม ?
- มันมีความต้องการที่มากพอสำหรับให้คุณทำกำไรใช่ไหม ?
- ถ้าคุณคิดว่าความต้องการมันมีเพียงพอหละก็ คุณก็จะยอมจ่ายเงินจำนวนที่เหมาะสมสำหรับ การทำโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการขายและส่งมอบสินค้าใช่ไหม ?
ขุดให้ลึกลงไปถึงศักยภาพของความสำเร็จของสินค้าหรือบริการของคุณโดยการตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ให้ชัดเจน :
- อะไรคือสิ่งที่จะถูกขาย? อธิบายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนในแง่ของลูกค้า
- จะขายไปยังใคร? อธิบายถึงลูกค้าในอุดมคติ.
- จะตั้งราคาสำหรับผลิตภัณฑ์นี้เท่าไหร่เพื่อให้ได้ผลกำไร?
- ใครจะเป็นคนขายสินค้านี้ ?
- สินค้านี้จะถูกขายไปอย่างไร? วิธีการขาย หรือ การส่งเสริมการขายแบบไหนที่คุณจะใช้?
- สินค้าหรือบริการนี้จะผลิต/สร้างอย่างไร?
- สินค้าหรือบริการนี้จะได้รับชำระเงินอย่างไร และจากใคร?
- สินค้าหรือบริการนี้จะถูกส่งมอบให้ลูกค้ายังไง?
- จะให้บริการหลังการขาย การซ่อมแซม การการันตีสินค้า หรือ การเปลี่ยนสินค้าอย่างไร?
จนถึงตอนนี้ ยังไม่เสร็จทั้งหมด และนี่คือชุดคำถามเพิ่มเติมที่คุณต้องถามก่อนที่คุณจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเสนอสินค้าและบริการ :
- มันมีความต้องการสินค้าหรือบริการในตลาดปัจจุบัน จริงๆใช่ไหม?
- มันเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ของคุณที่มันจะดีกว่าบางอย่างที่มันมีอยู่แล้วในตอนนี้ใช่ไหม?
- มันมีอะไรเหนือชั้นกว่าคู่แข่งของคุณสัก 3 อย่าง ?
- สินค้าของคุณราคาถูกกว่า หรือไม่ก็มีคุณภาพมากว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่รึเปล่า?
- คุณคิดหรือไม่ว่าคุณจะกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายอันดับ 1 ของตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
สำหรับสินค้าหรือบริการที่มันจะประสบความสำเร็จได้ มันจะมีลักษณะประมาณนี้
- ต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ใช่
- ต้องถูกขายในเวลาที่ใช่
- ต้องส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ใช่ และอยู่ในตลาดที่ใช่
- ต้องถูกผลิตและขายจากบริษัทและผู้คนที่ใช่
และนี่คือสินค้าและบริการที่ใช่ของเรา
โต๊ะโรงอาหาร , โต๊ะนักเรียน , ตกแต่งภายใน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


