วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

การขัดด้วยกระดาษทราย

การขัดไม้ด้วยกระดาษทรายนั้น อยู่ใน เกือบจะทุกตอนของการทำงานไม้และการทำงานสี ซึ่งหน้าที่หลักๆก็คือ การทำให้พื้นผิวชิ้นงานมันเรียบ ปราศจากเสี้ยนไม้

ลำดับของการขัดไม้

การขัดหยาบ (Leveling) > การขัดเรียบ (Uniforming) > การขัดละเอียด (Polishing)

การขัดหยาบ (Leveling) - เพื่อกำจัดจุดบกพร่องบนพื้นผิว ที่อาจจะเกิดจากเครื่องจักร หรือ เครื่องมือ , ปรับระดับไม้ให้เสมอกัน โดยในขั้นตอนนี้ จะใช้กระดาษทรายที่มีลักษณะหยาบ โดยถ้าร่องรอยบนไม้หยาบมาก ให้ใช้เบอร์ 80 แล้วจึงตาม ด้วยเบอร์ 120 , แต่ถ้ารอยนิดๆหน่อยๆ อาจจะใช้เบอร์ 120 ทีเดียวเลยก็ได้ 

การขัดเรียบ (Uniforming) - เป็นการลดริ้วรอยที่เกิดจากงานขัดหยาบในขั้นตอนแรก สำหรับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก ให้ใช้เบอร์ 180 แล้วค่อยขัดต่อด้วยเบอร์ 240

การขัดละเอียด (Polishing) - เป็นการขัดพื้นผิวให้เรียบ จนมองไม่เห็นรอยกระดาษทรายด้วยตาเปล่า นอกจากนี้อาจจะมีขนหรือเสี้ยนไม้แบบละเอียดที่ขัดไม่ออกจากขั้นตอนที่แล้ว ก็จะถูกขัดออกในขั้นตอนนี้ ให้ใช้เบอร์ 240 หรือ 280

การขัดผิวที่เคลือบสี - ให้ขัดด้วยเบอร์ 320 , 360 หรือ 400 ให้ลูบเบาๆ โดยไม่ต้องออกแรงกด จะช่วยให้เม็ดฝุ่นหรืออะไรก็ตามที่เกาะบนผิวหลุดออก ทำให้เรียบลื่น และ ไม่ทำให้สีถลอก 

จุดสำคัญของการขัด : การขัดให้ขัดตามลำดับ อย่าข้ามเบอร์ เพราะจะยิ่งทำให้เสียเวลา และ เปลืองกระดาษทราย

กระดาษทรายที่กล่าวมาจะเป็นแบบที่มีเบอร์ หลักร้อย ถึง หลักพัน แต่จะมีกระดาษทรายขัดไม้อีกประเภท ที่จะระบุเป็นเลข 0-5 โดยตัวเลขน้อยหมายถึงกระดาษทรายละเอียด ซึ่งก็จะมีวิธีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันโดยต้องเลือกความละเอียด/หยาบ ของกระดาษทรายให้เหมาะกับงาน


สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์

การย้อมผิวเนื้อไม้

การย้อมผิวเนื้อไม้ เป็นการเปลี่ยนสีชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเราให้ตรงกับความต้องการ โดยชิ้นงานที่จะนำมาย้อม ต้องผ่านการขัดด้วยกระดาษเพื่อกำจัดเสี้ยน และให้ชิ้นงานเรียบลื่น เสียก่อน  (อ่านเพิ่ม เทคนิคการขัดชิ้นงานด้วยกระดาษทราย) หลังจากที่ขัดชิ้นงานจนเรียบแล้ว ใช้ผ้าถูดูความมันของไม้ว่ามีเพียงใด

เมื่อเสร็จจากการขัดเรียบร้อยแล้ว เราก็จะย้อมสีไม้ให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ว่าต้องการให้ไม้มีสีอะไร

โดยการย้อมสีอาจจะใช้วิธีการ 3 วิธี ดังนี้
1. การย้อมสีโดยการใช้สีผสมกับแอลกอฮอลล์
2. การย้อมสีโดยการใช้น้ำมันผสม
3. การย้อมสีโดยการใช้น้ำธรรมดาผสม

สีที่จะใช้ย้อมอาจจะแบ่งได้ดังนี้

ก. สีย้อมที่เป็นเกล็ด เป็นสีย้อมผ้าต้องใช้เป็นสีชนิดดีไม่ตกได้โดยง่าย ใช้ผสมกับน้ำร้อนให้ละลาย ใช้ย้อมไม้ให้เป็นสีต่างๆได้ตามความต้องการ
ข. สีฝุ่นชนิดต่างๆ  ใช้ละลายกับน้ำมันแอลกอฮอล์ สามารถย้อมสีไม้ได้ดีกว่าวิธีอื่นมาก ถ้าจะให้มีคุณภาพดีติดไม้ไม่หลุดได้โดยง่าย ใช้ผสมกับชแลค คนให้ละลายและผสมแอลกอฮอล์ให้ใสๆ สามารถย้อมสีไม้ ได้คุณภาพดีมาก

สีที่นิยมย้อมไม้ อาทิ สีโอ๊ค สีประดู่ สีมะเกลือ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการผสมสีฝุ่นชนิดต่างๆเข้าด้วยกัน

การอุดเสี้ยนไม้

ธรรมชาติของไม้ย่อมมีรูเล็กๆ ต่างๆ เกิดขึ้นในเนื้อไม้ทั่วไป ดังนั้นก่อนทำการทาน้ำมันชนิดต่างๆ ควรอุดเสี้ยนไม้ให้หมดเสียก่อน การอุดเสี้ยนไม้เราสามารถทำโดยวิธีง่ายๆ คือ ใช้แป้งหรือดินสอพองผสมกับน้ำ ถ้าจะให้มีคุณภาพดี ควรใช้แป้งเปียกผสมกับน้ำมันสน ถ้าไม่มีน้ำมันสนอาจจะใช้น้ำมันก๊าดก็ได้ การผสมให้เหลวช่วยให้สามารถทาบนเนื้อไม้ได้ง่าย การทาอาจใช้แปรงขนกระต่ายจุ่มหรือจะใช้ผ้าชุบทาก็ได้

วิธีการทาแป้งเพื่ออุดรูบนเนื้อไม้

การทาควรทาในแนวขวางเสี้ยนไม้ โดยกดมือแรงๆให้แป้งอุดเข้าไปในเนื้อไม้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนอุดเสี้ยนทุกครั้ง ควรอุดหัวตะปูให้เรียบร้อยก่อน หรือ ถ้ามีตะปูโผล่ก็ให้ใช้เหล็กส่งตอกลงไปให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นใช้ชแลคผสมกับดินสอพองหมาดๆ โดยเทคนิคคือให้อุดโป๊วบริเวณหัวตะปูให้สูงขึนมาพอสมควร เนื่องจากดินสองพองเวลาแห้งมันจะยุบตัว ถ้ามันยุบเยอะก็จะเสียเวลาต้องมาอุดใหม่
หลังจากอุดแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ โดยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ดินสอพองหมาดๆ ใช้ผ้าสะอาดถูที่ไม้แรงๆ เพื่อให้ดินสอพองแทรกเข้าไปในรูไม้จนเต็มแน่น ปล่อยทิ้งไว้จนดินสอพองแข็งตัว จึงทำการขัดเรียบอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะขอบไม้ควรทำการตกแต่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะทาน้ำมันชักเงาและทำการตกแต่งด้วยวิธีต่างๆต่อไป


สนับสนุนบทความ เรื่องงานไม้ จากร้าน มูมู่เฟอร์นิเจอร์

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

8 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก - คำพูดปิดกั้นพัฒนาการเด็ก


วัยเด็ก คือ วัยแห่งการเรียนรู้ เด็กๆจะถูกปลูกฝังให้เป็นคนช่างสังเกตุ เรียนรู้ และจดจำรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่นคือคำพูดของผู้ใหญ่ ดังนั้นคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้พูดกับลูกจึงเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะคำหลายๆที่บางครั้งบางคราว อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ ที่อาจจะโกรธ เบื่อ รำคาญ และพูดสิ่งต่างๆเหล่านี้กับลูกโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คำพูดเหล่านี้เองจะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีคำพูดอะไรบ้าง

1.ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

ไม่เฉพาะแต่เด็กเท่านั้น แม้แต่กับผู้ใหญ่เองเมื่อเจอคำๆนี้ก็จะรู้สึกกดดัน เสียหน้า เสียความมั่นใจ และ คำๆนี้มักจะมาพร้อมกับอารมณ์โกรธของพ่อแม่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะโกรธลูกอย่างไร ก็ไม่ควรจะพูดคำเหล่านี้ออกมา เพราะเมื่อเด็กรับฟังคำเหล่านี้เข้าไป จะทำให้เด็กเป็นเด็กปิดกั้น ไม่อยากทำอะไร ไม่กล้าแสดงออก ในบางรายที่รู้สึกต่อต้านพ่อแม่ ก็จะไม่ทำอะไรเลย ทางที่ดีควรจะใช้คำพูดในแง่บวก หรือ คำแนะนำให้ทำในสิ่งที่อยากให้ทำดีกว่า หรือคำพูดเพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ลูกดีกว่าครับ

2.หุบปาก - อยู่เงียบ ๆ ไป

พ่อแม่ควรจะนึกว่าเด็กคือวัยที่กำลังหัดพูด ได้ยินอะไรก็มักจะพูดตาม เด็กยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในประโยคหรือข้อความที่ได้ยินมา ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อและแม่ ที่จะต้องช่วยแนะนำให้เด็กพูดในสิ่งที่เหมาะสม นอกจากนี้พ่อแม่ไม่ควรแสดงอาการ "รำคาญ" กับลูกในเวลาที่พวกเขาสงสัยหรือถามพ่อแม่ ถ้าลูกๆถูกสั่งให้เงียบ พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าถาม ไม่กล้าแสดงออกและเมื่อโตขึ้นไป พวกเด็กๆก็จะไม่ถามในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ และจะมีปัญหาในด้านการเรียนหรือในด้านการสื่อสารกับผู้อื่นในอนาคต
3.ต้องมีความเป็นลูกผู้ชาย

สำหรับผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าคำๆนี้เหมาะสม แต่ลองคิดสิครับ เด็กไม่สามารถตีความว่า "ลูกผู้ชาย" คืออะไร การจะเป็นลูกผู้ชายนี้ต้องทำอย่างไร ทำให้เด็กเกิดความลังเล สับสนในสิ่งที่ทำ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร ดังนั้นถ้าคุณพ่ออยากให้ลูกได้เรียนรู้จักคำว่า ลูกผู้ชาย แล้วหละก็ คงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการเป็นตัวอย่างที่เป็นผู้นำให้แก่ลูกแล้วหละครับ เพื่อให้ลูกเลียนแบบในพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูกผู้ชายอย่างคุณพ่อไงครับ

4.ทำแบบนี้เดี๋ยวไม่รักนะ

คำพูดที่เสียดแทงใจลูกนะครับ อย่าไปคิดเองนะครับว่าลูกจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่รัก คำพูดเหล่านี้จะบั่นทอนความรู้สึก ความผูกพันของลูกกับพ่อแม่ อยากสอนลูกก็สอนครับ อย่าไปสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ รังแต่จะทำลายความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกเสียเปล่าๆครับ

5.ทำไมน่ารำคาญอย่างนี้
คำพูดนี้ก็มักจะมาพร้อมอารมณ์โกรธ การที่ลูกทำสิ่งใดให้พ่อแม่ไม่พอใจ สิ่งที่ควรจะโต้ตอบลูกควรเป็นการสอนในสิ่งที่เขาควรทำและสิ่งที่เขาไม่ควรทำ ไม่ควรใช้คำพูดแง่ลบอย่างคำว่าน่ารำคาญ เพราะคำพูดนี้จะทำให้เด็กเป็นเด็กไม่กล้าแสดงออก และเด็กๆก็จะรู้สึกไม่มั่นใจว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่หรือเปล่า เด็กควรจะมีความมั่นคงทางจิตใจซึ่งจะได้รับมาจากการสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มิใช่การบั่นทอนจากคำพูดเหล่านี้นะครับ

6.ทำไมไม่ได้เหมือนลูกคนอื่นๆ

ไม่มีประโยชน์ครับที่จะใช้การเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบไม่ว่าจะกับใครมีแต่จะทำให้ลูกเสียความมั่นใจ ขาดความมั่นใจ สำหรับตัวเด็กแล้วความมั่นใจจะค่อนข้างจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ สำหรับผู้ใหญ่ถ้าโดนเปรียบเทียบอาจจะฮึดสู้บ้าง แต่สำหรับเด็กอาจจะยอมแพ้ และกลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นแทนครับก ลูก ลูก ลูก 
7.อย่าทำแบบนี้เดี๋ยวตำรวจจับ

การขู่ด้วยการหลอก เช่น การขู่ด้วยผี การขู่ด้วยตำรวจ การขู่ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นการใช้คำพูดเพื่อสื่อออกมาว่า เมื่อทำแบบนี้แล้วจะเกิดผลอะไรตามมาบ้าง ซึ่งในทางเป็นจริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งการขู่เหล่านี้จะสร้างตรรกะที่ทำให้เด็กขาดการเรียนรู้แบบเป็นเหตุเป็นผล และเมื่อโตขึ้นอาจจะกลายเป็นเด็กที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะจะเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดไม่ใช่เรื่องจริง

8.ล้อเลียนเรื่องน่าอาย หรือ ปมด้อย

การล้อเลียนเรื่องน่าอับอายหรือปมด้อยของเด็ก จะทำให้เกิดปมฝังในใจของเด็ก บางรายอาจจะจดจำตลอดไปเลยก็มี ซึ่งปมเหล่านี้จะส่งผลที่ไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นถึงพ่อแม่จะรับรู้สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะนำมาล้อเล่นกับลูก


ลูก ลูจะร

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม :

อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการขจัดสนิม
1.) แผ่นใยขัด / สก๊อตไบร์ อันละ 10 บาท
2.) น้ำมันจักร ซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง/โฮมโปร
ขวดจะเล็กๆสีขาว ราคาโดยทั่วไปเริ่มแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้นเอง..ยี่ห้อซิงเกอร์ก็ได้ครับ
3.) ผ้าสะอาดเล็กๆ 1 ผืน

ขั้นตอนในการขจัดสนิม
1.) นำน้ำมันจักรหยดลงบนแผ่นใยขัดประมาณ 3-4 หยด ไม่ต้องชุ่มมากนัก
2.) ขัดลงบนผิวที่เป็นสนิมเหล็ก..ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก..สนิมก็จะค่อยๆหลุดออก...น้ำมันก็จะไปเคลือบบนผิวเหล็กแทนที่..จะทำซ้ำอีกครั้งก็ได้ครับ
3.) เช็ดออกด้วยผ้าแห้ง..แต่ไม่ต้องเช็ดกันจนแห้งเลยนะครับ..ให้มีน้ำมันเคลือบไว้บ้าง...ยกเว้นบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คงต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้ติดเสื้อผ้า

วิธีนี้ใช้สำหรับการขจัดสนิม ที่ไม่ได้เยอะมากจนเกินไปครับ


อีกวิธีนึงคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทาทับสนิมได้เลย

ตัวอย่าง
ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิม อิพ็อกซี่ 1 ส่วน เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุงและงานป้องกันสนิมโครงสร้างเหล็กที่ต้องการความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมทุกประเภท ใช้งานง่าย สะดวก แห้งไว สำหรับเหล็กเก่าสามารถทาทับเหล็กที่ไม่สามารถขจัดสนิม หรือ ลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด
เกรดสี: Ultra Premium

ชนิดของฟิล์มสี: สีเทาด้าน

คุณสมบัติ

  • ทาทับสนิมได้ หรือทาทับผิวเหล็กและโลหะได้ทุกชนิด ในกรณีที่ไม่สามารถขจัดสนิมออกได้หมด พื้นผิวเหล็กเริ่มเป็นสนิม ในขณะที่สีรองพื้นกันสนิมทั่วไปไม่สามารถทำได้
  • แห้งไว ลดระยะเวลาทำงานด้วยคุณสมบัติของสีอิพ็อกซี่โมดิฟายด์จึงทำให้ สีรองพื้นกันสนิม TOA Rust Shield มีความสามารถในการแห้งตัวทาสีทับหน้าได้เพียง 2 ชั่่วโมง แห้งเร็ว กว่าสีรองพื้นกันสนิมทั่วไปถึง 4 เท่า
  • สามารถใช้คู่กับสีทับหน้าได้ทุกประเภท ในขณะที่สีรองพื้นสนิมทั่วไปสามารถใช้คู่กับสีทับหน้าประเภทสีน้ำมันเท่านั้น

การใช้งาน

ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิมโครงสร้างเหล็ก ใช้งานง่ายสะดวก แห้งเร็ว เหมาะสมกับพื้นผิวเหล็ก, อลูมิเนียม และกัลวาไนซ์ และยังสามารถทาทับผิวเหล็กที่ไม่สามารถขจิดสนิม หรือลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุง และงานสำหรับป้องกันสนิมทุกประเภท

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วันขอลูกศาลเจ้าพ่อเสือเสาชิงช้า - วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)

วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)
การขอบุตรนั้น ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมาก ๆ ก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ")

ปฏิทินจีน ปี 2558 ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2558
ปฏิทินจีน ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ปฏิทินจีน ปี 2560 ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560

โดยวันที่เป็นฤกษ์นั้น ทางศาลเจ้าพ่อเสือเปิดให้ไหว้ ตั้งแต่ 06.00-24.00น.
ภาษาจีนจะเรียกกันว่าวัน หงวนเซียวบ้าง จับโหง้วแม้บ้าง (ปฏิทินจีนก็เห็นระบุว่า ไหว้เทศกาลชาวนา, วันจับโหงว)  วันจับโหงแม้นี้ หมายถึง คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้สำเร็จสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการขอลูก ขอพรเรื่องการค้าขาย การเงิน การงาน และสุขภาพ

โดยมีคนสนใจเรื่องการไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทางเพจจึงขอนำคำถามที่มีผู้ถามกันเข้ามาเยอะๆมานำเสนอครับ

ถาม: เตรียมของไหว้ยังไงต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่

ตอบ: ทางศาลเจ้าจะมีธูปเทียน กระดาษไหว้ ชุดปัดตัวปีชง น้ำมันเติมตะเกียงจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ไม่ว่าท่านจะมาหาเอาที่ศาลหรือเตรียมมาจากบ้าน หรือจากที่ไหนได้ทั้งนั้นเลยครับตามสะดวก ในวันดังกล่าวลูกศิษย์ทั้งหลายจะมาเพื่อขอบูชาสิงโตน้ำตาล เจดีย์น้ำตาล สิงโตถั่ว แล้วแต่จะต้องการขอพรเรื่องไหน ก็สามารถบูชาได้จากทางศาลเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสิ่งที่ทางศาลเจ้าไม่มี แล้วถ้าท่านอยากมาไหว้เพิ่ม เช่น หมูสามชั้น ไข่ไก่ และพวงมาลัย สามารถจัดหามากันเอง (ส่วนส้มมงคลนั้น ทางศาลเจ้ามีจำหน่ายด้านใน บริเวณที่ให้เช่าสิงโตน้ำตาลเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะวันไหว้สิงโตสองวันนี้เท่านั้น)

ถาม: สิงโตถั่วกับสิงโตน้ำตาล ต่างกันอย่างไร

ตอบ: อันนี้เป็นข้อมูลความเชื่อหลายอายุคนจากผู้ที่ดูแลศาลเจ้านะครับ อ่านแล้วพิจารณาตามได้ สิงโตถั่วทำมาจากธัญญาพืชซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขา คนจีนเรานั้นทำอะไรแฝงด้วยความหมายเสมอ การไหว้ขอลูก ทางศาลเจ้าจึงแนะนำให้ใช้สิงโตถั่ว ส่วนสิงโตน้ำตาลใช้ขอพรเรื่องการงาน การค้า อำนาจ บารมี และบริวาร (สามารถใช้ขอลูกได้เช่นกัน แต่สิงโตถั่วจะให้ความหมายที่ดีกว่า สามารถเลือกเพศได้ และเห็นผลมากกว่า) ทั้งสิงโตน้ำตาลและสิงโตถั่วเช่าเป็นคู่ครับ ใครจะว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรไม่ทราบ ที่แนะนำไป แนะนำจากความเชื่อของคนในศาลโดยตรง จากที่สังเกตุมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นลูกศิษย์ท่านไหนที่มาขอการค้าเช่าสิงโตถั่วครับ แต่สิงโตน้ำตาลเนี่ยมันมาเหมือนกันครับ แค่ข้อสองข้อนี้ คงพอตัดสินใจกันได้นะครับว่าสะดวกแบบไหน แต่แอดมินเชื่อมากๆว่า ขอเพียงท่านมาด้วยใจศรัทธา มาด้วยสติ เชื่อว่าวันดีๆเช่นนี้ ความพยายามของทุกท่านตัองสำเร็จผล
สิงโตถั่วตัด ขนาดตัวละ 10ชั่ง(หรือ 6 กิโลกรัม) ราคา คู่ละ 2,700 บาท
ภาพประกอบจากร้าน ร้านขนมเปี๊ยะง่วนฮะเซ้ง (facebook)
เจดีย์น้ำตาล

 ถาม: ขอลูกนั้นขอได้วันเดียวหรือไม่

ตอบ: หงวนเซียว หรือ จับโหงวแม้ คือ คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้คนที่ศรัธธาสำเร็จสมหวัง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น จึงขอสรุปว่า วันอื่นๆสามารถมาขอพร ขอลูกได้ครับ แต่วันจับโหงวแม้ เป็นวันที่มีฤกษ์ดีที่สุด และตรงกับความเชื่อตั้งแต่โบราณ ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด และเป็นวันเดียวที่มีการไหว้สิงโตน้ำตาล สิงโตถั่ว และเจดีย์น้ำตาล

ถาม:สิงโตต้องขโมยไหม ส้มขโมย ไหมถึงจะสำเร็จ

ตอบ: ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนสอดคล้องกลมกลืนกันมานาน นั่นคือการขโมยถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการผิดศีลข้อสองไม่แนะนำครับ(ผิดกฏหมายด้วย) ลองคิดกันดูนะครับลูกที่ได้จากการขโมยเนี่ยจะเป็นคนแบบไหน และหากส้มที่ขโมยมาเป็นส้มของคนปีชง คนมีเคราะห์นำมาสะเดาะเคราะห์ ส้มขอพรเรื่องป่วยไข้ ซึ่งคุณไม่ทราบแน่ว่าส้ม หรือสิงโตที่วางอยู่เค้าอธิษฐานไว้อย่างไร ตอนหยิบมันง่ายครับแต่ต้องมานั่งแก้ภายหลังมันไม่ง่ายนะครับ แล้วคำว่าขโมยนี่มันจากไหน มันเป็นคำพูดแก้เคล็ดครับ ความจริงไม่ใช่การขโมยแต่คนไม่รู้ได้ยินมาก็นำมาเล่าต่อ สอนต่อกันไป อันนี้ยกตัวอย่างจากผู้รู้นะครับ

คติความเชื่อ

" ในการ ขอทุน (เงินขวัญถุง) ,การขอลูกโดยจะไป ขอเงินขวัญถุง

(คนรุ่นเก่าใช้คำว่ายืม) หรือไปขอลูกโดยไปบูชา(สมัยก่อนใช้คำว่า"ขโมย"เป็นเคล็ด)


ตัวอย่างข้อความที่ยกมาเห็นได้ว่าคำว่า "ยืม" หรือ " ขโมย" เป็นคำที่เป็นเคล็ดเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงๆ

สิ่งที่ทางแอดมิน และเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าอยากฝากไว้นะครับ: การมาไหว้ขอพรการค้า หน้าที่การงาน หรือการขอลูก นอกจากการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกๆท่านพึงกระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมั่นสร้างบุญกุศลอยู่สม่ำเสมอด้วย อย่างการขอลูกนั้น เด็กที่มาเกิดโดยการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า อย่างตั่วเหล่าเอี้ยกงหรือเทพองค์อื่นๆ ล้วนมาจากที่สูงทั้งสิ้น ถ้าเค้าเห็นว่าพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้าจะลงมาเกิดด้วย ไม่สร้างความดีเลย เอาแต่สร้างกรรมชั่ว เด็กๆเหล่านี้ก็คงจะไม่เลือกที่จะมาเกิดด้วยแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเค้าพบเห็นว่าพ่อแม่สร้างแต่กรรมดี สร้างบุญกุศล ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน เด็กๆเหล่านี้ย่อมอยากลงมาเกิดในครอบครัวนี้แน่นอน

สุดท้ายที่สำคัญนะครับเราไม่ควรขออย่างเดียวเราต้องปฎิบัติเองด้วย เหมือนเช่นคำสอนของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) " บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...
จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า... "
นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

คัดลอกมาจาก facebook page ศาลเจ้าพ่อเสือ มีการแก้ไขคำเล็กน้อย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ภาษีป้าย

ป้ายที่ต้องเสียภาษี ได้แก่
1.  ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฎด้วยวิธีอื่น
2. ไม่เป็นป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย
ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี
1. ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ
2. ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือสิ่งที่ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า
3. ป้ายที่แสดงไว้บริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
4. ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
5. ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน
ทั้งนี้เพื่อหารายได้และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
6. ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ
8. ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
9. ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น
10. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
11. ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
12. ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ
13. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
   ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ
   13.1 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
   13.2 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน
   13.3 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก 13.1 และ 13.2 โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
1. เจ้าของป้าย
แต่ในกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใดเมื่อ เจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ถ้าไม่ อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้ง หรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็น หนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว
2. ผู้ครอบครองป้าย(กรณีไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายได้)
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย
เพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ควรนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบ (ภ.ป.1) เท่าที่จำเป็นได้แก่
1. กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่
   - บัตรประจำตัวประชาชน
   - สำเนาทะเบียนบ้าน
   - ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย ฯลฯ
2. กรณีป้ายรายเก่าที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้วควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อน มาแสดงด้วย
การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี
     การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายจะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี กรณีที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่ จะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายใน 15 วัน แนบแต่วันที่ติดตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่
การคำนวณพื้นที่แยกเป็น
1. ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย
2. ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุด
3. คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร
อัตราค่าภาษีป้าย
ภาษีป้ายประเภทข้อความป้ายที่มีอัตราภาษี
1อักษรไทย3 บาท/500 ตร.ซม.
2อักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือกปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น20 บาท/500 ตร.ซม.
3(ก) ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข) มีอักษรไทย บางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
40 บาท/500 ตร.ซม.

***หมายเหตุ ป้ายตามประเภท 1,2 หรือ 3 เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้าย 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

การไม่ยื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนด
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ยื่นแบบภายในกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของค่าภาษี
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ชำระเงินค่าภาษีภายในกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ของค่าภาษี
การชำระภาษีป้าย
1. เจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
2. ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว
3. การชำระค่าภาษี ชำระทันทีในวันที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน(ภป.3) มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม
บทกำหนดโทษ
ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายและแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานประกอบการต้องต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 -10,000 บาท
การอุทธรณ์การประเมิน
ต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแจ้งประเมิน
การขอคืนเงินภาษีป้าย
ผู้ที่เสียภาษีป้าย โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

การเลือกสินค้าหรือบริการที่จะขาย

การที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ คุณต้องพัฒนาความสามารถที่จะเลือกและเสนอสินค้าหรือบริการที่มันใช่ ต่อลูกค้าของคุณที่อยู่ในตลาดที่คุณกำลังแข่งขันอยู่.  ความสามารถในการเลือกนี้สำคัญกว่าความสามารถอื่นๆ  เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นมันคือตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจเลยทีเดียว
กว่า 80% ของสินค้าและบริการที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยบริโภคเมื่อ 5 ปีก่อน และสิ่งที่จะใช้ในอีก 5 ปีหลังจากนี้ ก็จะแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สินค้าและบริการเป็นร้อยเป็นพันที่มีให้บริโภคในทุกวันนี้ มันไม่มีขีดจำกัดสำหรับคุณที่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดและแข่งขันด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆที่ดีกว่าที่มันเป็นอยู่ และมันก็เป็นอาะไรที่พร้อมจะถูกเสนอจากลูกค้าของคุณเช่นกัน จงจำไว้ว่าทักษะในการเลือกสินค้าและบริการนั้นเองจะเป็นตัวกำหนดถึงความสำเร็จของคุณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำก่อนการตัดสินใจว่าจะขายอะไร ก็คือ การคิด

และยิ่งคุณคิดถึงสินค้าและบริการมากเท่าไรก่อนที่จะนำเข้าสู่ตลาด การตัดสินใจของสิ่งคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แน่นอนว่ามันก็จะเป็นอะไรที่ดีกว่า

แล้วเราจะเริ่มอย่างไรดี? 

เพื่อจะสร้างสินค้าให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความมุ่งมั่นที่จะให้มันประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการอยู่ในใจแล้ว คุณต้องเริ่มต้นวิเคราะห์มันด้วยตัวของคุณเอง
คำถามง่ายๆในการพิจารณาจากตัวของคุณเอง
  • สินค้าแบบไหนที่คุณชอบ ที่คุณสนุกกับมัน ที่คุณบริโภค หรือได้รับประโยชน์จากมัน?
  • คุณชอบในสินค้าหรือบริการที่คุณกำลังวางแผนจะขายหรือไม่ ?
  • คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
  • แล้วคุณจะซื้อมันและก็ใช้มันไหมหละ ?
  • หรือคุณจะซื้อมันให้แม่ของคุณ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ หรือ เพื่อนบ้านคุณไม๊ ?
  • คุณสามารถมองเห็นภาพของตัวเองที่กำลังขายสินค้าหรือบริการนี้ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าไหม ?
  • ตกลงว่านี่คือสินค้าหรือบริการที่คุณปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำมันสู่ตลาดแล้วใช่ไหม?
หลังจากนั้นก็ลองวิเคราะห์สินค้าหรือบริการในมุมมองของลูกค้าดู
  • อะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ ที่มันจำเป็นต่อลูกค้า หรือไม่จำเป็นต่อลูกค้า?
  • แล้วผลิตภัณฑ์นี้มันจะช่วยให้ชีวิตหรืองานของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร ?
  • ลูกค้าแบบไหนที่คุณกำลังจะขายผลิตภัณฑ์ให้ ?
  • คุณแน่ใจหรือไม่ว่าคุณชอบในลักษณะของลูกค้าที่กำลังซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ?
คราวนี้ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจ้างที่ปรึกษาด้านการบริหารเพื่อให้คำแนะนำในการแนะสินค้าหรือบริการใหม่ พวกเขากำลังตัดสิทธิในการไล่ล่าของคุณและถามคุณถึงวัตถุประสงค์จริงๆของคุณ โดยใช้คำถามเหล่านี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 
  • มันมีความต้องการสินค้านี้จริงๆ สำหรับราคาสินค้าที่คุณตั้งไว้ใช่ไหม ?
  • มันมีความต้องการที่มากพอสำหรับให้คุณทำกำไรใช่ไหม ?
  • ถ้าคุณคิดว่าความต้องการมันมีเพียงพอหละก็ คุณก็จะยอมจ่ายเงินจำนวนที่เหมาะสมสำหรับ การทำโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการขายและส่งมอบสินค้าใช่ไหม ?
ขุดให้ลึกลงไปถึงศักยภาพของความสำเร็จของสินค้าหรือบริการของคุณโดยการตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ให้ชัดเจน : 
  • อะไรคือสิ่งที่จะถูกขาย? อธิบายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนในแง่ของลูกค้า 
  • จะขายไปยังใคร? อธิบายถึงลูกค้าในอุดมคติ.
  • จะตั้งราคาสำหรับผลิตภัณฑ์นี้เท่าไหร่เพื่อให้ได้ผลกำไร?
  • ใครจะเป็นคนขายสินค้านี้ ?
  • สินค้านี้จะถูกขายไปอย่างไร? วิธีการขาย หรือ การส่งเสริมการขายแบบไหนที่คุณจะใช้?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะผลิต/สร้างอย่างไร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะได้รับชำระเงินอย่างไร และจากใคร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะถูกส่งมอบให้ลูกค้ายังไง?
  • จะให้บริการหลังการขาย การซ่อมแซม การการันตีสินค้า หรือ การเปลี่ยนสินค้าอย่างไร?
จนถึงตอนนี้ ยังไม่เสร็จทั้งหมด และนี่คือชุดคำถามเพิ่มเติมที่คุณต้องถามก่อนที่คุณจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเสนอสินค้าและบริการ : 
  • มันมีความต้องการสินค้าหรือบริการในตลาดปัจจุบัน จริงๆใช่ไหม?
  • มันเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ของคุณที่มันจะดีกว่าบางอย่างที่มันมีอยู่แล้วในตอนนี้ใช่ไหม?
  • มันมีอะไรเหนือชั้นกว่าคู่แข่งของคุณสัก 3 อย่าง ?
  • สินค้าของคุณราคาถูกกว่า หรือไม่ก็มีคุณภาพมากว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่รึเปล่า?
  • คุณคิดหรือไม่ว่าคุณจะกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายอันดับ 1 ของตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
สำหรับสินค้าหรือบริการที่มันจะประสบความสำเร็จได้ มันจะมีลักษณะประมาณนี้
  1. ต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ใช่ 
  2. ต้องถูกขายในเวลาที่ใช่ 
  3. ต้องส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ใช่ และอยู่ในตลาดที่ใช่ 
  4. ต้องถูกผลิตและขายจากบริษัทและผู้คนที่ใช่
และสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจสุดท้ายนี้ คือ มันคือผลิตภัณฑ์ที่ใช่ สำหรับคุณแล้วใช่ไหม?

และนี่คือสินค้าและบริการที่ใช่ของเรา
โต๊ะโรงอาหาร ,  โต๊ะนักเรียน , ตกแต่งภายใน