วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม

วิธีขจัดสนิมบนราวเหล็กชุบโครเมี่ยม :

อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการขจัดสนิม
1.) แผ่นใยขัด / สก๊อตไบร์ อันละ 10 บาท
2.) น้ำมันจักร ซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องมือช่าง/โฮมโปร
ขวดจะเล็กๆสีขาว ราคาโดยทั่วไปเริ่มแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้นเอง..ยี่ห้อซิงเกอร์ก็ได้ครับ
3.) ผ้าสะอาดเล็กๆ 1 ผืน

ขั้นตอนในการขจัดสนิม
1.) นำน้ำมันจักรหยดลงบนแผ่นใยขัดประมาณ 3-4 หยด ไม่ต้องชุ่มมากนัก
2.) ขัดลงบนผิวที่เป็นสนิมเหล็ก..ไม่ต้องออกแรงมากมายนัก..สนิมก็จะค่อยๆหลุดออก...น้ำมันก็จะไปเคลือบบนผิวเหล็กแทนที่..จะทำซ้ำอีกครั้งก็ได้ครับ
3.) เช็ดออกด้วยผ้าแห้ง..แต่ไม่ต้องเช็ดกันจนแห้งเลยนะครับ..ให้มีน้ำมันเคลือบไว้บ้าง...ยกเว้นบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คงต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้ติดเสื้อผ้า

วิธีนี้ใช้สำหรับการขจัดสนิม ที่ไม่ได้เยอะมากจนเกินไปครับ


อีกวิธีนึงคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทาทับสนิมได้เลย

ตัวอย่าง
ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิม อิพ็อกซี่ 1 ส่วน เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุงและงานป้องกันสนิมโครงสร้างเหล็กที่ต้องการความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมทุกประเภท ใช้งานง่าย สะดวก แห้งไว สำหรับเหล็กเก่าสามารถทาทับเหล็กที่ไม่สามารถขจัดสนิม หรือ ลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด
เกรดสี: Ultra Premium

ชนิดของฟิล์มสี: สีเทาด้าน

คุณสมบัติ

  • ทาทับสนิมได้ หรือทาทับผิวเหล็กและโลหะได้ทุกชนิด ในกรณีที่ไม่สามารถขจัดสนิมออกได้หมด พื้นผิวเหล็กเริ่มเป็นสนิม ในขณะที่สีรองพื้นกันสนิมทั่วไปไม่สามารถทำได้
  • แห้งไว ลดระยะเวลาทำงานด้วยคุณสมบัติของสีอิพ็อกซี่โมดิฟายด์จึงทำให้ สีรองพื้นกันสนิม TOA Rust Shield มีความสามารถในการแห้งตัวทาสีทับหน้าได้เพียง 2 ชั่่วโมง แห้งเร็ว กว่าสีรองพื้นกันสนิมทั่วไปถึง 4 เท่า
  • สามารถใช้คู่กับสีทับหน้าได้ทุกประเภท ในขณะที่สีรองพื้นสนิมทั่วไปสามารถใช้คู่กับสีทับหน้าประเภทสีน้ำมันเท่านั้น

การใช้งาน

ทีโอเอ รัสท์ ชิลด์ เป็นสีรองพื้นกันสนิมโครงสร้างเหล็ก ใช้งานง่ายสะดวก แห้งเร็ว เหมาะสมกับพื้นผิวเหล็ก, อลูมิเนียม และกัลวาไนซ์ และยังสามารถทาทับผิวเหล็กที่ไม่สามารถขจิดสนิม หรือลอกฟิล์มสีเก่าออกได้หมด เหมาะสำหรับงานซ่อมบำรุง และงานสำหรับป้องกันสนิมทุกประเภท

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วันขอลูกศาลเจ้าพ่อเสือเสาชิงช้า - วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)

วันไหว้สิงโต (จับโหงวแม้)
การขอบุตรนั้น ครอบครัวชาวจีนที่ยังไม่มีลูก ต้องการอยากมีมาก ๆ ก็จะไปขอลูกที่ "ตั่วเล่าเอี๊ย" หรือศาลเจ้าพ่อเสือในคืนวันที่ 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) ชาวจีนเรียกพิธีนี้ว่า "จับโหงวแม้" (แปลว่า "คืนวันที่ ๑๕ ค่ำ")

ปฏิทินจีน ปี 2558 ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2558
ปฏิทินจีน ปี 2559 ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ปฏิทินจีน ปี 2560 ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560

โดยวันที่เป็นฤกษ์นั้น ทางศาลเจ้าพ่อเสือเปิดให้ไหว้ ตั้งแต่ 06.00-24.00น.
ภาษาจีนจะเรียกกันว่าวัน หงวนเซียวบ้าง จับโหง้วแม้บ้าง (ปฏิทินจีนก็เห็นระบุว่า ไหว้เทศกาลชาวนา, วันจับโหงว)  วันจับโหงแม้นี้ หมายถึง คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้สำเร็จสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการขอลูก ขอพรเรื่องการค้าขาย การเงิน การงาน และสุขภาพ

โดยมีคนสนใจเรื่องการไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก ทางเพจจึงขอนำคำถามที่มีผู้ถามกันเข้ามาเยอะๆมานำเสนอครับ

ถาม: เตรียมของไหว้ยังไงต้องมีอะไรพิเศษหรือไม่

ตอบ: ทางศาลเจ้าจะมีธูปเทียน กระดาษไหว้ ชุดปัดตัวปีชง น้ำมันเติมตะเกียงจำหน่ายเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ไม่ว่าท่านจะมาหาเอาที่ศาลหรือเตรียมมาจากบ้าน หรือจากที่ไหนได้ทั้งนั้นเลยครับตามสะดวก ในวันดังกล่าวลูกศิษย์ทั้งหลายจะมาเพื่อขอบูชาสิงโตน้ำตาล เจดีย์น้ำตาล สิงโตถั่ว แล้วแต่จะต้องการขอพรเรื่องไหน ก็สามารถบูชาได้จากทางศาลเจ้าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสิ่งที่ทางศาลเจ้าไม่มี แล้วถ้าท่านอยากมาไหว้เพิ่ม เช่น หมูสามชั้น ไข่ไก่ และพวงมาลัย สามารถจัดหามากันเอง (ส่วนส้มมงคลนั้น ทางศาลเจ้ามีจำหน่ายด้านใน บริเวณที่ให้เช่าสิงโตน้ำตาลเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะวันไหว้สิงโตสองวันนี้เท่านั้น)

ถาม: สิงโตถั่วกับสิงโตน้ำตาล ต่างกันอย่างไร

ตอบ: อันนี้เป็นข้อมูลความเชื่อหลายอายุคนจากผู้ที่ดูแลศาลเจ้านะครับ อ่านแล้วพิจารณาตามได้ สิงโตถั่วทำมาจากธัญญาพืชซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เจริญงอกงาม แตกกิ่งก้านสาขา คนจีนเรานั้นทำอะไรแฝงด้วยความหมายเสมอ การไหว้ขอลูก ทางศาลเจ้าจึงแนะนำให้ใช้สิงโตถั่ว ส่วนสิงโตน้ำตาลใช้ขอพรเรื่องการงาน การค้า อำนาจ บารมี และบริวาร (สามารถใช้ขอลูกได้เช่นกัน แต่สิงโตถั่วจะให้ความหมายที่ดีกว่า สามารถเลือกเพศได้ และเห็นผลมากกว่า) ทั้งสิงโตน้ำตาลและสิงโตถั่วเช่าเป็นคู่ครับ ใครจะว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรไม่ทราบ ที่แนะนำไป แนะนำจากความเชื่อของคนในศาลโดยตรง จากที่สังเกตุมาหลายปี ยังไม่เคยเห็นลูกศิษย์ท่านไหนที่มาขอการค้าเช่าสิงโตถั่วครับ แต่สิงโตน้ำตาลเนี่ยมันมาเหมือนกันครับ แค่ข้อสองข้อนี้ คงพอตัดสินใจกันได้นะครับว่าสะดวกแบบไหน แต่แอดมินเชื่อมากๆว่า ขอเพียงท่านมาด้วยใจศรัทธา มาด้วยสติ เชื่อว่าวันดีๆเช่นนี้ ความพยายามของทุกท่านตัองสำเร็จผล
สิงโตถั่วตัด ขนาดตัวละ 10ชั่ง(หรือ 6 กิโลกรัม) ราคา คู่ละ 2,700 บาท
ภาพประกอบจากร้าน ร้านขนมเปี๊ยะง่วนฮะเซ้ง (facebook)
เจดีย์น้ำตาล

 ถาม: ขอลูกนั้นขอได้วันเดียวหรือไม่

ตอบ: หงวนเซียว หรือ จับโหงวแม้ คือ คืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปีหลังผ่านพ้นตรุษจีน ตรงกับวันที่ 15 เดือนอ้ายในปฏิทินจันทรคติจีน เป็นวันที่เชื่อกันว่าไม่ว่าจะขอพรใดๆ องค์เทพเจ้าและสวรรค์ก็เมตตาให้คนที่ศรัธธาสำเร็จสมหวัง ซึ่งมีเพียงวันเดียวในรอบหนึ่งปีเท่านั้น จึงขอสรุปว่า วันอื่นๆสามารถมาขอพร ขอลูกได้ครับ แต่วันจับโหงวแม้ เป็นวันที่มีฤกษ์ดีที่สุด และตรงกับความเชื่อตั้งแต่โบราณ ทำให้มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด และเป็นวันเดียวที่มีการไหว้สิงโตน้ำตาล สิงโตถั่ว และเจดีย์น้ำตาล

ถาม:สิงโตต้องขโมยไหม ส้มขโมย ไหมถึงจะสำเร็จ

ตอบ: ลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธนั้น มีคำสอนสอดคล้องกลมกลืนกันมานาน นั่นคือการขโมยถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการผิดศีลข้อสองไม่แนะนำครับ(ผิดกฏหมายด้วย) ลองคิดกันดูนะครับลูกที่ได้จากการขโมยเนี่ยจะเป็นคนแบบไหน และหากส้มที่ขโมยมาเป็นส้มของคนปีชง คนมีเคราะห์นำมาสะเดาะเคราะห์ ส้มขอพรเรื่องป่วยไข้ ซึ่งคุณไม่ทราบแน่ว่าส้ม หรือสิงโตที่วางอยู่เค้าอธิษฐานไว้อย่างไร ตอนหยิบมันง่ายครับแต่ต้องมานั่งแก้ภายหลังมันไม่ง่ายนะครับ แล้วคำว่าขโมยนี่มันจากไหน มันเป็นคำพูดแก้เคล็ดครับ ความจริงไม่ใช่การขโมยแต่คนไม่รู้ได้ยินมาก็นำมาเล่าต่อ สอนต่อกันไป อันนี้ยกตัวอย่างจากผู้รู้นะครับ

คติความเชื่อ

" ในการ ขอทุน (เงินขวัญถุง) ,การขอลูกโดยจะไป ขอเงินขวัญถุง

(คนรุ่นเก่าใช้คำว่ายืม) หรือไปขอลูกโดยไปบูชา(สมัยก่อนใช้คำว่า"ขโมย"เป็นเคล็ด)


ตัวอย่างข้อความที่ยกมาเห็นได้ว่าคำว่า "ยืม" หรือ " ขโมย" เป็นคำที่เป็นเคล็ดเท่านั้น ไม่ได้ทำจริงๆ

สิ่งที่ทางแอดมิน และเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าอยากฝากไว้นะครับ: การมาไหว้ขอพรการค้า หน้าที่การงาน หรือการขอลูก นอกจากการมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกๆท่านพึงกระทำความดี ละเว้นความชั่ว หมั่นสร้างบุญกุศลอยู่สม่ำเสมอด้วย อย่างการขอลูกนั้น เด็กที่มาเกิดโดยการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า อย่างตั่วเหล่าเอี้ยกงหรือเทพองค์อื่นๆ ล้วนมาจากที่สูงทั้งสิ้น ถ้าเค้าเห็นว่าพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้าจะลงมาเกิดด้วย ไม่สร้างความดีเลย เอาแต่สร้างกรรมชั่ว เด็กๆเหล่านี้ก็คงจะไม่เลือกที่จะมาเกิดด้วยแน่นอน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเค้าพบเห็นว่าพ่อแม่สร้างแต่กรรมดี สร้างบุญกุศล ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน เด็กๆเหล่านี้ย่อมอยากลงมาเกิดในครอบครัวนี้แน่นอน

สุดท้ายที่สำคัญนะครับเราไม่ควรขออย่างเดียวเราต้องปฎิบัติเองด้วย เหมือนเช่นคำสอนของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) " บุญเราไม่เคยสร้างใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า
ลูกเอ๋ย ก่อนจะไปเที่ยวขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...
จงจำไว้นะ.. เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้... ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า... "
นี่คือ คำเทศนา ของเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

คัดลอกมาจาก facebook page ศาลเจ้าพ่อเสือ มีการแก้ไขคำเล็กน้อย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ภาษีป้าย

ป้ายที่ต้องเสียภาษี ได้แก่
1.  ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฎด้วยวิธีอื่น
2. ไม่เป็นป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย
ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี
1. ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ
2. ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือสิ่งที่ห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า
3. ป้ายที่แสดงไว้บริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
4. ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
5. ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน
ทั้งนี้เพื่อหารายได้และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
6. ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ
8. ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
9. ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น
10. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
11. ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
12. ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ
13. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
   ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ
   13.1 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
   13.2 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน
   13.3 ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก 13.1 และ 13.2 โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
1. เจ้าของป้าย
แต่ในกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใดเมื่อ เจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ถ้าไม่ อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้ง หรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็น หนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว
2. ผู้ครอบครองป้าย(กรณีไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายได้)
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย
เพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ควรนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบ (ภ.ป.1) เท่าที่จำเป็นได้แก่
1. กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่
   - บัตรประจำตัวประชาชน
   - สำเนาทะเบียนบ้าน
   - ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย ฯลฯ
2. กรณีป้ายรายเก่าที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้วควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อน มาแสดงด้วย
การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี
     การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ผู้เป็นเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายจะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี กรณีที่ติดตั้งป้ายใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่ จะต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 ภายใน 15 วัน แนบแต่วันที่ติดตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อความของป้ายใหม่
การคำนวณพื้นที่แยกเป็น
1. ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย
2. ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
   - ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด คูณ ส่วนที่ยาวที่สุด
3. คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร
อัตราค่าภาษีป้าย
ภาษีป้ายประเภทข้อความป้ายที่มีอัตราภาษี
1อักษรไทย3 บาท/500 ตร.ซม.
2อักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือกปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น20 บาท/500 ตร.ซม.
3(ก) ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่
(ข) มีอักษรไทย บางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
40 บาท/500 ตร.ซม.

***หมายเหตุ ป้ายตามประเภท 1,2 หรือ 3 เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้วถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้าย 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

การไม่ยื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนด
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ยื่นแบบภายในกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของค่าภาษี
– ผู้เป็นเจ้าของป้ายรายใดไม่ชำระเงินค่าภาษีภายในกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ของค่าภาษี
การชำระภาษีป้าย
1. เจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
2. ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้าย ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว
3. การชำระค่าภาษี ชำระทันทีในวันที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน(ภป.3) มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม
บทกำหนดโทษ
ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายและแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานประกอบการต้องต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 -10,000 บาท
การอุทธรณ์การประเมิน
ต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแจ้งประเมิน
การขอคืนเงินภาษีป้าย
ผู้ที่เสียภาษีป้าย โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

การเลือกสินค้าหรือบริการที่จะขาย

การที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการ คุณต้องพัฒนาความสามารถที่จะเลือกและเสนอสินค้าหรือบริการที่มันใช่ ต่อลูกค้าของคุณที่อยู่ในตลาดที่คุณกำลังแข่งขันอยู่.  ความสามารถในการเลือกนี้สำคัญกว่าความสามารถอื่นๆ  เพราะสิ่งที่คุณเลือกนั้นมันคือตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจเลยทีเดียว
กว่า 80% ของสินค้าและบริการที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยบริโภคเมื่อ 5 ปีก่อน และสิ่งที่จะใช้ในอีก 5 ปีหลังจากนี้ ก็จะแตกต่างจากที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สินค้าและบริการเป็นร้อยเป็นพันที่มีให้บริโภคในทุกวันนี้ มันไม่มีขีดจำกัดสำหรับคุณที่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดและแข่งขันด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆที่ดีกว่าที่มันเป็นอยู่ และมันก็เป็นอาะไรที่พร้อมจะถูกเสนอจากลูกค้าของคุณเช่นกัน จงจำไว้ว่าทักษะในการเลือกสินค้าและบริการนั้นเองจะเป็นตัวกำหนดถึงความสำเร็จของคุณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำก่อนการตัดสินใจว่าจะขายอะไร ก็คือ การคิด

และยิ่งคุณคิดถึงสินค้าและบริการมากเท่าไรก่อนที่จะนำเข้าสู่ตลาด การตัดสินใจของสิ่งคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แน่นอนว่ามันก็จะเป็นอะไรที่ดีกว่า

แล้วเราจะเริ่มอย่างไรดี? 

เพื่อจะสร้างสินค้าให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความมุ่งมั่นที่จะให้มันประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีสินค้าหรือบริการอยู่ในใจแล้ว คุณต้องเริ่มต้นวิเคราะห์มันด้วยตัวของคุณเอง
คำถามง่ายๆในการพิจารณาจากตัวของคุณเอง
  • สินค้าแบบไหนที่คุณชอบ ที่คุณสนุกกับมัน ที่คุณบริโภค หรือได้รับประโยชน์จากมัน?
  • คุณชอบในสินค้าหรือบริการที่คุณกำลังวางแผนจะขายหรือไม่ ?
  • คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
  • แล้วคุณจะซื้อมันและก็ใช้มันไหมหละ ?
  • หรือคุณจะซื้อมันให้แม่ของคุณ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ หรือ เพื่อนบ้านคุณไม๊ ?
  • คุณสามารถมองเห็นภาพของตัวเองที่กำลังขายสินค้าหรือบริการนี้ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าไหม ?
  • ตกลงว่านี่คือสินค้าหรือบริการที่คุณปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำมันสู่ตลาดแล้วใช่ไหม?
หลังจากนั้นก็ลองวิเคราะห์สินค้าหรือบริการในมุมมองของลูกค้าดู
  • อะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ ที่มันจำเป็นต่อลูกค้า หรือไม่จำเป็นต่อลูกค้า?
  • แล้วผลิตภัณฑ์นี้มันจะช่วยให้ชีวิตหรืองานของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร ?
  • ลูกค้าแบบไหนที่คุณกำลังจะขายผลิตภัณฑ์ให้ ?
  • คุณแน่ใจหรือไม่ว่าคุณชอบในลักษณะของลูกค้าที่กำลังซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ?
คราวนี้ให้ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจ้างที่ปรึกษาด้านการบริหารเพื่อให้คำแนะนำในการแนะสินค้าหรือบริการใหม่ พวกเขากำลังตัดสิทธิในการไล่ล่าของคุณและถามคุณถึงวัตถุประสงค์จริงๆของคุณ โดยใช้คำถามเหล่านี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 
  • มันมีความต้องการสินค้านี้จริงๆ สำหรับราคาสินค้าที่คุณตั้งไว้ใช่ไหม ?
  • มันมีความต้องการที่มากพอสำหรับให้คุณทำกำไรใช่ไหม ?
  • ถ้าคุณคิดว่าความต้องการมันมีเพียงพอหละก็ คุณก็จะยอมจ่ายเงินจำนวนที่เหมาะสมสำหรับ การทำโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการขายและส่งมอบสินค้าใช่ไหม ?
ขุดให้ลึกลงไปถึงศักยภาพของความสำเร็จของสินค้าหรือบริการของคุณโดยการตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ให้ชัดเจน : 
  • อะไรคือสิ่งที่จะถูกขาย? อธิบายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนในแง่ของลูกค้า 
  • จะขายไปยังใคร? อธิบายถึงลูกค้าในอุดมคติ.
  • จะตั้งราคาสำหรับผลิตภัณฑ์นี้เท่าไหร่เพื่อให้ได้ผลกำไร?
  • ใครจะเป็นคนขายสินค้านี้ ?
  • สินค้านี้จะถูกขายไปอย่างไร? วิธีการขาย หรือ การส่งเสริมการขายแบบไหนที่คุณจะใช้?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะผลิต/สร้างอย่างไร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะได้รับชำระเงินอย่างไร และจากใคร?
  • สินค้าหรือบริการนี้จะถูกส่งมอบให้ลูกค้ายังไง?
  • จะให้บริการหลังการขาย การซ่อมแซม การการันตีสินค้า หรือ การเปลี่ยนสินค้าอย่างไร?
จนถึงตอนนี้ ยังไม่เสร็จทั้งหมด และนี่คือชุดคำถามเพิ่มเติมที่คุณต้องถามก่อนที่คุณจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเสนอสินค้าและบริการ : 
  • มันมีความต้องการสินค้าหรือบริการในตลาดปัจจุบัน จริงๆใช่ไหม?
  • มันเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ของคุณที่มันจะดีกว่าบางอย่างที่มันมีอยู่แล้วในตอนนี้ใช่ไหม?
  • มันมีอะไรเหนือชั้นกว่าคู่แข่งของคุณสัก 3 อย่าง ?
  • สินค้าของคุณราคาถูกกว่า หรือไม่ก็มีคุณภาพมากว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่รึเปล่า?
  • คุณคิดหรือไม่ว่าคุณจะกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายอันดับ 1 ของตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการนี้หรือไม่ ?
สำหรับสินค้าหรือบริการที่มันจะประสบความสำเร็จได้ มันจะมีลักษณะประมาณนี้
  1. ต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ใช่ 
  2. ต้องถูกขายในเวลาที่ใช่ 
  3. ต้องส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ใช่ และอยู่ในตลาดที่ใช่ 
  4. ต้องถูกผลิตและขายจากบริษัทและผู้คนที่ใช่
และสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจสุดท้ายนี้ คือ มันคือผลิตภัณฑ์ที่ใช่ สำหรับคุณแล้วใช่ไหม?

และนี่คือสินค้าและบริการที่ใช่ของเรา
โต๊ะโรงอาหาร ,  โต๊ะนักเรียน , ตกแต่งภายใน  

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)



การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) 

เป็นการนำรายการต่างๆ ในงบการเงินมาเทียบอัตราส่วนเพื่อหาความสัมพันธ์ว่า มีความเหมาะสมเพียงใด การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน 4 ประการ
1. การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio)
2. การวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio)
3. การวิเคราะห์ความสามารถ (ประสิทธิภาพ) ในการดำเนินงาน (Efficiency Ratio)
4. การวิเคราะห์โครงสร้างของเงินทุนหรือภาระหนี้สิน (Leverage Ratio or Financial Policy Ratio)

1.การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity Ratio) 
1.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) /หนี้สินหมุนเวียน (CL)
วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าค่าที่คำนวณได้สูงเท่าใด แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนที่ประกอบไปด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือมากกว่าหนี้ระยะสั้น ทำให้คล่องตัวในการชำระหนี้ระยะสั้นมีค่อนข้างมาก โดยปกติ อัตราส่วน 2 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
1.2 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio or Acid Test Ratio)
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) /หนี้สินหมุนเวียน
หรือ( Quick Ratio = CA - Inventory )/CL
เป็นการวัดส่วนของสินทรัพย์ที่ได้หักค่าสินค้าคงเหลือ ที่เป็นสินทรัพย์ระยะสั้นและมีความคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต่ำสุดออก เพื่อให้ทราบถึงสภาพคล่องที่แท้จริงของกิจการได้ โดยปกติอัตราส่วน 1 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว

1.3 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover)
อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover)
A/R Turnover = ขายเชื่อสุทธิ หรือใช้ยอดขายรวม (ครั้ง หรือ รอบ) /ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย
ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย = (ลูกหนี้ต้นงวด + ลูกหนี้ปลายงวด )/ 2
หากค่าที่คำนวณได้ มีค่าสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารลูกหนี้ให้แปลงสภาพเป็นเงินสดได้เร็ว

1.4 ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Average Collection Period)
ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Avg. Collection Period) (วัน) = 365 วัน /อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้
ยิ่งต่ำยิ่งดี
แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการเรียกเก็บหนี้ว่าสั้นหรือยาว เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพของลูกหนี้
ประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้ และนโยบายในการให้สินเชื่อทางธุรกิจ

1.5 อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover)
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) = ต้นทุนสินค้าขาย (COGS) /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย (Avg. Inventory)
สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =( สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด )/ 2
หากค่าคำนวณได้สูง ย่อมแสดงถึงความสามารถในการบริหารการขายสินค้าได้เร็ว

1.6 ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า
ระยะเวลาในการจำหน่าย (ขาย) สินค้า(วัน) = 365 (วัน) /อัตราหมุนเวียนของสินค้า (Inventory Turnover)
ยิ่งขายได้เร็ว (ระยะเวลาสั้น) ยิ่งดี

2.ความสามารถในการหากำไร (Profitability Ratio) 
1.1 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
1.2 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin)
1.3 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
1.4 อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return On Equity or ROE)

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)(%) = ขายสุทธิ - ต้นทุนขาย หรือ SALES - COGS / ขายสุทธิ SALES
= กำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit /ขายสุทธิ SALES
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน(Operating Profit Margin)(%) = กำไรจากการดำเนินงาน(Operating Profit Margin) /ขายสุทธิ (SALES)
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ขายสุทธิ (SALES)
ยิ่งสูงยิ่งดี แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทในการทำกำไร หลังจากหักต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมทั้งภาษีเงินได้หมดแล้ว

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE %) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
ยิ่งสูงยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าเงินลงทุนในส่วนของเจ้าของ จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาจากการดำเนินการของกิจการนั้นในอัตราส่วนเท่าไร หากมีค่าสูง แสดงถึงประสิทธิภาพในการหากำไรสูงด้วย

Dupont Equation
ROE (%) = NP (or EAT) = (EAT/SALES) (SALES/ASSETS) (ASSETS/EQUITY) /Equity
หรือ ROE (%) =รายได้จากการขาย สินทรัพย์ทั้งหมด= กำไรสุทธิ X รายได้จากการขาย X สินทรัพย์ทั้งหมด / ส่วนของผู้ถือหุ้น
= (ความสามารถในการหากำไร) (การใช้เงินทุน) (ความสามารถในการหาทุน)
หรือ สมการนี้เท่ากับ
ROE (%) = (Net Profit Margin) (Total Asset Turnover) (Financial Leverage)

3. อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency Ratio) 

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม (ROA)(%) = กำไรสุทธิ (Net Profit) /สินทรัพย์รวม (Total Assets)
ยิ่งสูงยิ่งดี เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการดำเนินงาน ว่าให้ผลตอบแทนจากการดำเนินงานได้มากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูง แสดงถึงการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวร (ROFA) = กำไรสุทธิ (Net Profit or NP) /รวมสินทรัพย์ถาวร (Fix Assets)
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover)
อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover)(ครั้ง) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset)
ยิ่งสูงยิ่งดี

อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover)
อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) (ครั้งหรือเท่า) = ขายสุทธิ (SALES) /สินทรัพย์รวม (Total Assets)

จำนวนครั้งสูง ดี เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด (TA) เมื่อเทียบกับยอดขาย (SALES) ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์มากเกินความต้องการ

4. อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน (Leverage Ratio or Financial Ratio) 

เพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของเงินทุนว่ามาจากหนี้สินหรือส่วนของเจ้าของ ว่ามีมากน้อยเพียงใด
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) (เท่า) = หนี้สินรวม (Total Debt) /ส่วนของเจ้าของ (Equity)
ยิ่งต่ำ ยิ่งดี แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในด้านเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการ ถ้าอัตราส่วนสูง
แสดงว่า กิจการมีความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ

ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage) (เท่า) = {กำไรสุทธิ (NP) + ภาษีเงินได้ (Tax) - ดอกเบี้ยจ่าย(Interest)} /ดอกเบี้ยจ่าย (Interest)
เป็นการวัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ผลคำนวณออกมามีค่าสูง แสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยสูง

อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) = เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend /share) /กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
แสดงถึงนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธุรกิจ

อัตราส่วนที่กล่าวมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน เพื่อท่านจะได้พิจารณางบการเงินได้ในระดับหนึ่ง


สัญญาณเตือนภัยจากการวิเคราะห์งบการเงิน
1.ขาดทุนมากๆ และติดต่อกันหลายปี
2.ระยะเวลาการเก็บหนี้นานขึ้น
3.อัตราหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของสูงขึ้นเร็วมาก
4.สินค้าคงคลังสูงมากผิดปกติ
5.ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
6.ยอดขายสูงขึ้น แต่กำไรลดลง
7.หนี้สูญเพิ่มขึ้น
8.รายงานผู้สอบบัญชีผิดปกติ เปลี่ยนผู้สอบบัญชีใหม่
9.ขายสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อสร้างกำไรให้เข้าเป้าในระยะสั้น

Growth Stock

หุ้นที่มีกำไรเติบโต (Growth Stock) นับว่าเป็นหุ้นที่ทำกำไรให้กับนักลงทุนดีที่สุดประเภทนึง เพราะหุ้นกลุ่มนี้นอกจากจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นรวดเร็วแล้ว ตลาดมักจะให้ราคาหุ้นประเภทนี้สูงกว่าตลาดด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าทุก Growth Stock จะดีเหมือนกันทุกบริษัท หลายบริษัทที่ตอนแรกๆอาจจะดูเหมือนเป็น “หุ้นเติบโต” แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลายเป็น “หุ้นติดดิน”

คำถามที่นักลงทุนทุกคนควรจะต้องถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Growth Stock ตัวไหนจะสามารถเติบโต “ได้จริง” อย่างมีคุณภาพ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจถึงประเภทของการเติบโตก่อน ผมขอจับไว้เป็นคู่ๆเพื่อให้เข้าใจง่ายแล้วกันครับ

Volume Growth vs. Price Growth

ในบางธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองราคาของบริษัทต่อลูกค้าสูง (High Negotiating Power) จะสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ทุกปี ตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ การเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของ “ราคา” สามารถทำได้ง่ายกว่าการเติบโตของ “ปริมาณการขาย” มากเพราะแทบจะไม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่การขยายกำลังการผลิตหรือการให้บริการต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในการที่จะต้องหาลูกค้าเพิ่มขึ้นเพื่อมาซื้อสินค้่า


อย่างไรก็ตามการเติบโตจากการขึ้นราคาอาจจะมีข้อจำกัดจากเรื่องการแข่งขัน กฏหมายควบคุมราคา (เช่นในกรณีร้านสะดวกซื้อ) หลายบริษัทจึงใช้วิธีในการปรับ Product Mix เพื่อเพิ่มราคาสินค้าแทน เช่นธุรกิจโรงพยาบาลที่ มีการนำเสนอแผนการรักษาใหม่ๆ หรือเน้นการให้การรักษาในโรคร้ายแรงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ยอดค่าใช้จ่ายต่อคนสูงขึ้น

Industry Growth vs. Market Share Growth

ธุรกิจที่อยู่อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว เช่นธุรกิจที่มี penetration rate ต่ำๆ และมีปัจจัยทางโครงสร้างเอื้อหนุน จะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตได้ง่ายกว่าธุรกิจที่เติบโตด้วยการแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตช้า เพราะในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว ความจำเป็นในการแข่งขันในด้านราคาจะมีน้อย อีกทั้งต้นทุนในการหาลูกค้ารายใหม่ๆถูกกว่า เพราะไม่ต้องแย่งลูกค้ากัน

ในทางตรงกันข้ามการที่บริษัทผลิตกระเบื้องแห่งหนึ่งมีแผนที่จะเพ่ิมส่วนแบ่งการตลาด 1% ทุกปี (ตลาดกระเบื้องเติบโตในระดับใกล้เคียงกับ GDP ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ) การเติบโตอาจจะทำได้จริงแต่อาจจะไม่ยั่งยืนเนื่องจากคู่แข่งรายอื่นๆก็จะไม่ปล่อยให้บริษัทถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป การแข่งขันจะรุนแรงยิ่งขึ้นถ้าอุตสาหกรรมนั้นๆเติบโตได้ช้า เพราะบริษัทต้องดิ้นรนมากขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มยอดขายให้ทันกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี อาจจะเกิดภาวะที่เรียกว่าสงครามราคา (Price War) ได้ ซึ่งจะมีผลแย่ต่อทุกบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ

One-off vs. Recurring

ธุรกิจที่เติบโตแบบครั้งเดียวจบ หมายถึงธุรกิจที่มีลักษณะการรับงานแบบเป็น Project มีสัญญาที่ระยะเวลาสั้นๆ งานที่ได้รับในปีนี้จะไม่ได้รับการการันตีอีกในปีหน้า (คือรับงานเป็นปีๆไป) มีจำนวนลูกค้าน้อยราย หรือ ปริมาณความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจรับจ้างผลิตต่างๆ ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์ เกษตร รถยนต์ โฆษณา เป็นต้น

สำหรับการเติบโตแบบยั่งยืน คือการเติบโตของกำไรที่ต่อยอดไปเรื่อยๆจากการขยายสาขา ขยายฐานลูกค้าที่มีสัญญาในระยะยาวกับบริษัท เช่นธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค (มีลูกค้าหลายแสนราย จึงมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า)

Existing vs. New Business

ในปัจจุบันหลายธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ อยู่ใน Sunset Industry หรือธุรกิจที่กำลังตกต่ำ ฉะนั้นหลายบริษัทจึงพยายาม “แตกไลน์ธุรกิจ” ไปยังโอกาสใหม่ๆ ในการคาดการณ์การเติบโตของบริษัท นักลงทุนต้องมองให้ออกว่า แผนการเติบโตของบริษัทมากจากธุรกิจใด หลายครั้งที่ทางผู้บริหารอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวธุรกิจใหม่อย่างเพียงพอ (ไม่ใช่ไม่เก่งแต่อาจจะไม่มีประสบการณ์) ผู้บริหารจึงไม่สามารถคาดการณ์ถึงการแข่งขันที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงถึงอุปสรรคต่างๆในการทำธุรกิจ จึงทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

นอกจากการขยายไปยังธุรกิจใหม่แล้ว การขยายไปยังตลาดใหม่ๆก็นับว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน หลายบริษัทเลือกที่จะขยายกิจการไปต่างประเทศ (โดยไม่ได้มีประสบการณ์ในประเทศนั้นๆมาก่อน) มักจะประสบกับปัญหาต่างๆ เช่น ความล่าช้าของการขอใบอนุญาต/การก่อสร้าง สินค้าไม่ถูกใจลูกค้าในประเทศนั้นๆ ซึ่งมักจะทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และมักจะมีผลขาดทุน

Small vs. Large

Peter Lynch เคยบอกไว้ว่าในระยะยาวแล้วหุ้นขนาดเล็กจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่เนื่องจากสามารถเติบโตได้ในอัตราที่สูงกว่าในระยะยาว เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะหาหุ้นมีอัตราการเติบโตที่สูงอาจจะต้องหาจากบริษัทที่มีขนาดเล็ก (ทั้งในเชิงมูลค่าตลาด ยอดขาย ส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงอัตราในการทำกำไร) ซึ่งจะมีโอกาสในการเติบมากกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า อย่างไรก็ตามธุรกิจขนาดเล็กก็อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าธุรกิจที่ครองความเป็นเจ้าตลาดมาเป็นระยะเวลานาน

Top line vs. Bottom Line

ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่นักลงทุนมักจะมองข้าม เพราะหลายๆครั้งการเติบโตของยอดขายต้องแลกมาด้วยการให้โปรโมชั่นเยอะๆ (ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง) ค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น เงินลงทุนในเครื่องจักรหรือขยายสาขาใหม่ (ที่มาพร้อมค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้น) การที่ยอดขายเติบโตแต่กำไรไม่โตตามอาจจะเป็นเพราะบริษัทอยู่ในอุุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง คู่แข่งรายใหม่อาจจะอยากได้ส่วนแบ่งการตลาดโดยไม่สนใจภาพรวมของอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น บริษัทสื่อสารที่ตัดสินใจลดราคา เพื่อดึงลูกค้าใหม่ๆ ทำให้มีผลต่อการปรับราคาของคู่แข่งรายอื่นๆ

เงินลงทุนก็เป็นประเด็นสำคัญ ฉะนั้นทุกครั้งที่ผู้บริหารเล่าถึงแผนที่จะขยายธุรกิจเราก็ต้องอย่าลืมที่จะถามถึงค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนที่ต้องใช้ด้วย ถ้าเราอยากรู้ว่าเงินลงทุนอันนั้นจะมีผลต่อกำไรในอนาคตอย่างไร ก็ต้องประเมินว่าปรกติแล้วสินทรัพย์นั้นๆตัดค่าเสื่อมกี่ปี (ส่วนใหญ่ผู้บริหารจะตอบถ้าเราถาม) เราก็พอจะรู้คร่าวๆว่ากำไรที่ได้มาเพิ่มจะคุ้มค่ากับเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีหรือเปล่า

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…

การเติบโตของบริษัทล้วนแต่เป็นการ “คาดการณ์อนาคต” ซึ่งจะแม่นยำหรือไม่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้บริหารที่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง สามารถ “ทำ” ได้เท่ากับที่ “พูด” ซึ่งการที่จะดูให้ได้อย่างนั้นเราต้องมองย้อนไปในอดีต ตัวอย่างเช่นบริษัทผลิตอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่เคยบอกไว้ว่าจะมียอดขายหลายพันล้านเหรียญ ภายในปีนั้นปีนี้ แล้วทำได้ตรงตามที่สัญญาไว้ตลอด เรียกได้ว่าพูดคำไหนคำนั้น


credit : http://www.thaivi.org/หุ้น-เติบโต-หรือ-ติดด/

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

จัดกระบวนทัพ ปรับกระบวนท่า เพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กร ตอนที่ 1

สำหรับในยุคปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ บริษัทและองค์กรทั้งหลายต่างปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ปริมาณลูกค้าดูจะน้อยลง ส่วนบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่เหมือนๆกันดูจะเพิ่มขึ้น

องค์กรใดสามารถ ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้มีประสิทธิภาพได้มากกว่า ก็ช่วยให้องค์กรนั้นได้เปรียบในด้านการแข่งขันเชิงธุรกิจที่มากกว่าไปด้วย

โดยการจัดทัพ ปรับกระบวนท่าของเรา ขอกระจายออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ

1. มุมมองของการออกแบบกระบวนการ (Process Design Perspective)

่ก่อนทำการออกแบบนั้น เราต้องหันมาพิจารณาสิ่งที่เรามีซะก่อน แบบที่ในซุนวูได้กล่าวเอาไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"  ดังนั้นก่อนจะเราควรที่จะรู้จักตนให้ดีเสียก่อนว่า องค์กรเรามีอะไร ที่จะไปแข่งกับคนอื่นบ้าง โดยกูรูต่างๆ เขาสร้างเครื่องมือมาให้เรานำมาใช้วิเคราะห์ตัวตนของเรา อาทิ

  • 5W1H : เครื่องมือตัวนี้ใช้วิเคราะห์ปัญหา ดังนั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์องค์กรของเราเอง ว่า ตอนนี้ เราทำอะไร - มีอะไร (what) อยู่ที่ไหน-ตลาด-แหล่งวัตถุดิบ (where) ขาย-ซื้อ-credit เมื่อไหร่ (when)  ใครคือลูกค้าเรา (who) เราทำมันอย่างไร (how) เมื่อท่านเข้าใจตัวเองแล้วก็สามารถ ออกแบบเพื่อจะปรับตัวเองให้เหมาะสม สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • SWOT : เพื่อหาจุดอ่อน-จุดแข็ง ของตัวเอง หากตัวเองไม่มีจุดแข็ง อาจจะถอยออก หรือหากมองเห็นโอกาส (Opportunity)  ก็เร่งหาจุดแข็งมาเสริม แต่ถ้ามีแต่จุดอ่อนและภัยคุกคาม (Threat)  ก็ถอยออกได้เลยครับ เดินไปต่อก็เสียกับเสีย

จากนั้นก็ลองมาสร้าง แผนภาพความสัมพันธ์ของกระบวนการภายในองค์กร เพื่อจัดทำข้อกำหนดของกระบวนการให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจในหน้าที่และรายละเอียดของงาน ให้กับพนักงานทุกคน ทุกระดับชั้น เพื่อให้งานแต่ละส่วนดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ได้ตั้งไว้ และต้องนำข้อกำหนดต่างๆที่ระบุไว้ของแต่ละกระบวนการ มาสร้างเป็นตัวชี้วัด (KPI) ในการทำงานด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะถูกใช้เป็นกรอบเพื่อออกแบบในรายละเอียดของกระบวนการได้อีกด้วย

หลังจากออกแบบกระบวนการ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้แล้ว ก็นำขั้นตอนต่างๆเหล่านั้น มาดูว่าส่วนไหนควรจะต้องใช้แบบฟอร์ม หรือเอกสารอย่างไร , กำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในกระบวนการเหล่านั้น , จัดตั้งผู้รับผิดชอบให้กับงาน , กำหนดวิธีควบคุมให้งานเป็นไปตามกำหนด , สร้างรูปแบบ วิธีที่จะใช้ในการตรวจสอบทั้งในแง่ของกระบวนการ และ ผลลัพท์ที่ได้จากกระบวนการ จากนั้นนำมาทดลองปฎิบัติและตรวจสอบ แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

หลังจากกระบวนการต่างๆที่ได้ค่อนข้างจะเสถียรคือไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ่อยๆแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องทำตามมาก็คือการจัดทำเป็นเอกสารมาตรฐานของการทำงาน  เพื่อบันทึกช่วยในการบริหารและใช้อ้างอิงสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ต่อไป

อ่านต่อตอนที่ 2